เรื่องแปลก ใหม่ น่าสนใจ ข่าวสาร บันเทิง สนุก เซ็กซี่ sexy ที่คุณ อยากรู้ ที่นี่ครับ ^^

SAMAZshop

Translate

เปิด! พินัยกรรมหลวงตามหาบัว




หลังหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละสังขารได้มีการเปิดพินัยกรรมของหลวงตาที่มีการเขียนไว้ตั้งแต่ 11 ปีก่อนเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2543 โดยหลวงตาได้ระบุถึงการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ไว้ดังนี้ 
1.ทองคำที่ได้รับบริจาคให้นำไปหลอม ส่วนเงินสดที่ได้รับบริจาคให้นำไปซื้อทองคำแล้วนำทองคำมาหลอมรวมกันมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเป็นทุนสำรองของประเทศ 
2.ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดงานศพ และ ดูแลทรัพย์สินทั้งทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อน และ ทรัพย์สินที่ได้รับศรัทธาจากญาติโยมในงานศพโดยให้คณะกรรมการดำเนินงานอย่างเปิดเผยตามเจตนารมณ์ 
3.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล 9 คน ประกอบด้วย 1. อาจารย์ฟัก สันติธรรมโมขณะนี้พระอาจารย์ฟักได้มรณภาพแล้ว 2. หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสัสโก 3. อาจารย์ปริญญา วัฒโธ 4. อาจารย์วันชัย วิจิตโต 5.นายเชาว์ ณ ศีลวันต์ องคมตรี 6.นายศิริ คูสกุล 7. ม.ร.ว.ทองศิริ ทองแถม 8.พ.ต.อ.กฤษดา บูรณะพานิชย์ และ 9.พ.ต.ปัจจัย นารินรักษ์ สำหรับพินัยกรรมนี้ได้ตั้งให้พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน รองเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด เป็นผู้จัดการมรดก 
โดยพินัยกรรมที่มีเนื้อหาหาเหมือนกันนี้ได้มีการจัดทำขึ้นทั้งหมด 3 ฉบับเก็บรักษาไว้ 3 แห่งคือ ที่วัดป่าบ้านตาด ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จังหวัดอุดรธานี และ ธนาคารกสิกรไทย จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระอาจารย์ปัญญา วัฒโธ เป็นพยาน และ มีพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน เป็นพยาน และ ผู้พิมพ์ 
สำหรับหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโนเป็นพระนักปฏิบัติด้านวิปัสนากรรมฐานเป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป หลังจากที่ท่านทำโครงการ "ผ้าป่าช่วยชาติ" ตั้งแต่ปี 2541 แม้จะมีเสียงทักท้วงว่าการดำเนินการระดมเงินทุนมิใช่กิจของสงฆ์แต่หลวงตากลับมองว่า กิจสงเคราะห์ทางโลกเป็นกิจอย่างหนึ่งที่สงฆ์ต้องปฏิบัติ ซึ่งหลวงตาได้ยึดปฏิบัติมาตั้งแต่เริ่มบวช 
ก่อนทำโครงการผ้าป่าช่วยชาติหลวงตามหาบัว ได้เดินทางแจกสิ่งของให้กับโรงพยาบาลในท้องถิ่นกันดารอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เพราะถือว่า นอกจากการบำเพ็ญประโยชน์ทางธรรม พระสงฆ์ ยังมีหน้าที่บำเพ็ญประโยชน์ทางโลกด้วย และเ มื่อมีวิกฤตทางการเงินในประเทศไทยเมื่อปี 2540 หลวงตาจึงได้คิดทำโครงการ "ผ้าป่าช่วยชาติ" ขึ้นโดยได้รับเงินบริจาคจากคนไทยทั่วประเทศรวมถึงคนไทยในต่างประเทศด้วย 
เงิน ทองคำ เงินเหรียญสหรัฐ เงินตราสกุลต่างประเทศ หลั่งไหลเข้าสู่บัญชีช่วยชาติอย่างต่อเนื่อง และ หลวงตาก็ได้รวบรวมส่งมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2541- 9 มกราคม 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับมอบทองคำ 967 แท่งรวมน้ำหนัก 12,079.8 กิโลกรัม และ เงินบริจาคอีกจำนวนมหาศาล 

มะเร็งคร่าหนิง-ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล อดีตรองน.ส.ไทย

''หนิง'' ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล อดีตดารานักแสดง เจ้าของตำแหน่งรองอันดับสองนางสาวไทย ปี พ.ศ. 2528 เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งในสมอง หลังทนสู้อาการป่วยมากว่า 3 ปี

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยเรื่องราวการเสียชีวิตขอ งอดีตนางงามราย นี้จากเพื่อนสนิทที่ชื่อ ''จิ๊ก'' เพื่อนร่วมรุ่น พ.ส.บ. (พัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 1) ของอดีตนางงาม โดยนาง ''จิ๊ก'' เผยว่า ''หนิง-ศศิมาภรณ์'' มีอาการป่วยจากโรคมะเร็งไขสันหลังมากว่า 3 ปี โดยได้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ศิริราช เป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่อมาเมื่อช่วงต้นปี 53 อาการของอดีตนางงามก็ทรุดหนักลง เพราะเชื้อมะเร็งได้เคลื่อนจากไขสันหลังขึ้นไปอยู่ที ่สมอง จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีอาการปอดติดเชื้อแทรกซ้อน และลุกลามสู่กระแสเลือด จนเมื่อช่วงเช้า เวลา 09.30 น. หนิงมีอาการหัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องช่วยกันปั๊มหัวใจ และสามารถฟื้นขึ้นมาได้ จนเมื่อเวลา 16.55 น. เพื่อนนางงามของตนก็ได้สิ้นลมอย่างสงบ หลังทนอาการของโรคไม่ไหว 

คุณจิ๊กยังได้กล่าวอีกว่า ขณะที่เพื่อนนางงามของตนกำลังจะหมดลมหายใจ ได้มีบุตรสาว ''น้องเดียร์'' ลลิดา ทองหล่อ และบุตรชาย ''น้องซามูไร'' ภูกริช รัตนะเดชนิธิศ มาร่วมอยู่ดูใจเป็นครั้งสุดท้าย นอกจากนี้ยังมีเพื่อนพ้องในวงการบันเทิง อาทิ สมบัติ เมทะนี และภรรยา กาญจนา เมทะนี ก็มาร่วมดูใจเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน ตนในฐานะเพื่อนที่คอยดูแลกันมา ก็ขอให้ดวงวิญญาณของเพื่อนคนนี้ไปสู่สุคติ 

สำหรับพิธีรดน้ำศพ ''หนิง'' ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล จะมีขึ้นเวลา 17.00 น. ที่ศาลา 1 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 

''หนิง'' ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล อดีตเจ้าของตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับสอง ปี พ.ศ. 2528 หลังจากได้ตำแหน่งไม่นาน เธอก็ได้ผันตัวเองมาเป็นนักแสดง มีผลงาน ละครหลายเรื่อง ละครเรื่องสุดท้ายที่แสดงคือ ''ฝนเหนือ'' ''หนิง'' ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล มีบุตรทั้งหมด 2 คน คือน้อง ''เดียร์'' ลลิดา ทองหล่อ บุตรสาวที่พลัดพรากกันตั้งแต่เธอมีอายุ 3 ขวบ ส่วนบุตรชายน้อง ''ซามูไร'' ภูกริช รัตนะเดชนิธิศ ''หนิง-ศศิมาภรณ์'' พบว่าตนเองมีอาการของมะเร็งไขสันหลังเมื่อปี 2550 ใช้เวลารักษาตัวกว่า 3 ปี แต่ไม่สามารถต้านทานความรุนแรงของโรคได้ และได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลา 16.55 น. ของวันที่ 30 ม.ค. 2554 


"เอ็ตต้า อู๋" ลูกสาวจากความไม่ตั้งใจของ "เฉินหลง"

“อู๋ฉีลี่” อดีตผู้ชนะในการประกวดมิสเอเซียประจำปี 1990 ได้ตัดสินใจเปิดปากพูดถึงชีวิตส่วนตัว และการเลี้ยงดู ลูกสาวซึ่งเป็น ทายาทของ “เฉินหลง” เป็นครั้งแรก โดยเด็กหญิงที่เกิดจากความสัมพันธ์ของเธอและซุปเปอร์สตาร์แอ็กชั่นคนดัง ขณะนี้มีอายุได้ 11 ปี แล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 กลายเป็นข่าวฮือฉาวในวงการบันเทิงจีน เมื่อ อู๋ฉีลี่ นักแสดงและอดีตมิสเอเซีย ประกาศว่าเธอได้ตั้งท้องโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน และพ่อของเด็กก็คือซุปเปอร์สตาร์แห่งวงการภาพยนตร์ฮ่องกงที่มีชื่อว่า เฉินหลง
โดยในวันที่ 19 ก.ย. ปีเดียวกันนั้นเอง อู๋ฉีลี่ ได้ให้กำเนิดทายาทเป็นลูกสาวที่เธอตั้งชื่อให้ว่า เอ็ตต้า อู๋เจ่อหลิน หลังจากนั้นสองแม่ลูกก็เดินทางไปใช้ชีวิตในประเทศจีน และไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนมากนัก แต่ภาพถ่ายจากช่างภาพ และข่าวของทั้งสองที่พัวพันไปถึงเฉินหลง ก็ยังปรากฏในหน้าสื่อเป็นระยะ ๆ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อู๋ฉีลี่ และลูกสาว “เอ็ตต้า อู๋เจ่อหลิน”
กระทั้งล่าสุดอดีตนางงาม วัย 38 ปีได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารรายสัปดาห์ หมิงเป้า ซึ่ง นับเป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และลูกสาว เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้เธอปฏิเสธไม่อยากจะพูดถึงเรื่องต่าง ๆ มาโดยตลอด
“ฉันไม่เคยเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปค่ะ ตอนนี้ก็มีความสุขดีกับการเป็นแม่” อู๋ฉีลี่ กล่าว โดยเธอปฏิเสธที่จะให้ความเห็นจากคำถามของนักข่าว เกี่ยวกับความคล้ายคลึงของลูกสาวกับผู้เป็นพ่ออย่างเฉินหลง แต่พูดถึงอุปนิสัยของลูกคนนี้ว่า เป็นเด็กกระฉับกระเฉง, กระตือรือร้น, ซน และไม่เหนียมอายอะไรเหมือนกับเด็กสาวคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน … “แกเริ่มเล่น และพูดคุยกับผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุได้แค่ 2 ขวบแล้วล่ะค่ะ” ผู้เป็นแม่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
อย่างไรก็ตามเมื่อลูกเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การเลี้ยงดูย่อมเริ่มเป็นสิ่งยากลำบากตามไปด้วย โดยเฉพาะในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว เธอเปิดเผยว่า หนูน้อยเอ็ตต้า ต้องเผชิญคำถามจากเพื่อน ๆ เรื่องเกี่ยวกับเรื่องพ่ออยู่เหมือนกัน เพื่อนร่วมชั้นบางคนถึงกับเรียกเธอว่าเป็น ‘ลูกไม่มีพ่อ’

อู๋ฉีลี่ และลูกสาว “เอ็ตต้า อู๋เจ่อหลิน”
โดยในตอนแรก อู๋ฉีลี่ ยอมรับว่าต้องพยายามตอบลูกแบบเลี่ยง ๆ เกี่ยวกับพ่อแท้ ๆ ของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ถึงเวลาของการพูดความจริง … “ฉันพึ่งจะบอกความจริงเธอไปเองค่ะ ฉันยังเป็นเด็กในตอนนั้น ไม่ได้ไตร่ตรองอะไรมากนัก และต้องการเอาชนะ จึงได้ตัดสินใจทำบางสิ่งลงไป เป็นสิ่งที่ฉันไม่ต้องการให้ลูกดำเนินรอยตาม”
“เวลาลูกถามว่า ‘ทำไมหนูถึงไม่มีพ่อเหมือนคนอื่น’ ฉันพยายามจะบอกไปว่า ‘หนูก็มีอะไรมากมาย ที่คนอื่นไม่มีเหมือนกันนะลูก เพราะฉะนั้นอย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่นเลย’” โดย อู๋ฉีลี่ กล่าวว่าเธอทำงานหาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง และไม่เคยพยายามขอนัดเจอกับเฉินหลง อย่างที่เคยมีข่าวแต่อย่างใด
นอกจากนั้น อู๋ฉีลี่ ยังยืนกรานว่าไม่เคยสอนให้ลูกเกลียดชังในตัวของพ่อ ที่ชื่อว่าเฉินหลงเลยแม้แต่น้อย “ฉันบอกกับเธอว่า ลูกสามารถมองเรื่องแบบนี้ได้จากทั้งสองด้าน มันอาจจะเป็นเรื่องผิดหรือถูก ลูกอาจจะไม่พอใจอะไรบ้าง แต่ไม่ควรจะเกลียดชังใคร”
อดีตมิสเอเชีย ปี 1990 อู๋ฉีลี่
และกับชีวิตในขณะนี้ อดีตนางงามคนสวยกล่าวว่าไม่ได้คิดถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่แต่ประการ ใด “ปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของโชคชะตาเถอะค่ะ ฉันคงไม่รีบร้อนที่จะหาพ่อใหม่ให้กับเอ็ตต้าหรอก”
ที่ผ่านมามีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับลูกสาววัย 11 ปีของเฉินหลงคนนี้ เพราะตัวของผู้เป็นแม่เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเก็บเงียบ โดยมีรายงานว่าเฉินหลง เคยตกลงยินยอมจ่ายค่าเลี้ยงดูเป็นเงินราว ๆ 350,000 เหรียญฮ่องกง (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) ต่อเดือน และซื้อบ้านราคา 3 ล้านเหรียญฮ่องกง (11 ล้านบาท) ในเซียงไฮ้ให้
หลายคนกล่าวหาว่า ความสัมพันธ์กับเฉินหลงเมื่อ 11 ปีก่อน
ทำลายอาชีพในวงการบันเทิงของเธอ
อย่างไรก็ตามก็ยังมีข่าวลืออีกระแส ว่าพระเอกนักบู๊ขาดส่งค่าเลี้ยงดูให้ กับ อู๋ฉีลี่ จนสองแม่ลูกต้องเดินทางมารับงานในฮ่องกง และยังไม่มีการยืนยันว่าเฉินหลงได้เคยพบหน้าลูกสาวคนนี้แล้วหรือยัง โดยในตอนที่เกิดเรื่องขึ้นใหม่ ๆ ดาวบู๊คนดังออกมายอมรับผิดว่า “ผมทำเรื่องผิดพลาดลงไป เป็นความผิดแบบที่ผู้ชายหลาย ๆ คนเคยทำ … ผมยินดีรับผิดชอบ ถ้าเด็กเป็นลูกของผมครับ”

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน อู๋ฉีลี่ พึ่งกลับมารับงานในฮ่องกงอีกครั้ง

เฉินหลง และ เจซี ลูกชายคนโต

โรคไหนๆ ก็แพ้เกลือ/ มีดีมาฝาก

 

โรคไหนๆ ก็แพ้เกลือ 
เชื่อไหมว่าเรามียาดีประจำบ้านกันทุกคน ก็เกลือที่อยู่ในครัวนี่เอง...

1. ไอเพราะเป็นหวัด
แค่เอาน้ำเปล่า 1 ถ้วย มาเหยาะเกลือลงไป 1 ช้อนชา คนเบาๆ จนกว่าเกลือจะละลาย แล้วใช้บ้วนปากกลั้วคอหลายๆ ครั้ง ความเค็มจะเข้าไปละลายเสมหะในลำคอ ทีนี้ก็ไม่ต้องไอให้คนข้างๆ รำคาญแล้ว

2. มึนหัว สมองไม่แล่น
สาวทำงานที่เจอแบบนี้อย่ารอช้า รีบรองน้ำอุ่นให้เต็มถัง หยอดเกลือลงไป 2-3 ช้อนชา แล้วเอามาอาบ รับรองว่าสมองจะโล่งคิดงานได้ปรู๊ดปร๊าด เพราะเกลือช่วยกระตุ้นให้เลือดลงไหลเวียนดี มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมอง

3. เร่งให้อาเจียน
ถ้าบังเอิญกินสารพิษเข้าไป หรืออึดอัดอาหารไม่ย่อย จนต้องทำให้อาเจียนออกมา ให้ดื่มน้ำเกลือเข้มข้นแก้วใหญ่ๆ ไม่นานจะได้อาเจียนสมใจ

4. คัดจมูก
จะแค่คัดจมูกน้ำมูกไหล หรือลุกลามจนกลายเป็นโรคจมูกอักเสบก็ตาม ให้ใช้น้ำเกลือเจือจางหยอดเข้าไปในรูจมูกทั้งสองข้าง เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก จะได้หยุดซี้ดซ้าดปาดน้ำมูกได้เสียที

5. คันตามผิวหนัง
ทาบริเวณที่คันด้วยน้ำเกลือ เชื้อราบริเวณนั้นจะสิ้นฤทธิ์

6. โรคตาแดง
โรคนี้มีเชื้อโรคเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง แต่สามารถปฐมพยายาบาลตัวเองก่อนถึงมือหมอได้ง่ายๆ ด้วยการเอาผ้าขนหนูสะอาดๆ (ถ้าต้มฆ่าเชื้อโรคก่อนได้ยิ่งดี) จุ่มน้ำเกลือแล้วเอามาเช็ดตา อาจจะแสบบ้างแต่นั่นล่ะคือยาดี หลังจากที่เกลือเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในตาแล้ว ก็ล้างตาหลายๆ ครั้งด้วยน้ำสะอาด อาการบวมแดงมีขี้ตาของคุณจะทุเลาลง

7. แผลยุงกัด
ถ้าใครถูกเจ้ายุงตัวร้ายมาขอบริจาคเลือดไป แถมยังทิ้งรอยแผลไว้เป็นที่ระลึก อย่ามัวแต่เกาให้เสียลุคส์สาวงาม รีบๆ ใช้น้ำเกลือทาที่รอยแผล ไม่นานความคันจะหายไป และรอยบวมก็จะยุบเร็วด้วย 

เกาะ ปูแดง ( เยอะ มาก ๆ จะโดนยึดเกาะไหมเนี่ย ;)







ติดตาม เรื่องแปลก ใหม่ ตลก สนุก เซ็กซี่ sexy น่าสนใจอื่น ๆ หรือแวะมาทักทายกัน ได้ที่
www.facebook.com/somphon http://gplus.to/somphon www.twitter.com/samaphon www.facebook.com/somphon.me http://samaphon.blogspot.com/

          ขอขอบคุณที่มา : email