เรื่องแปลก ใหม่ น่าสนใจ ข่าวสาร บันเทิง สนุก เซ็กซี่ sexy ที่คุณ อยากรู้ ที่นี่ครับ ^^

SAMAZshop

Translate

ความรู้ เกี่ยวกับ เรื่อง "ตด" พร้อม เทคนิค 55









ตุ้ย อุ้ม น้องไตตั้น ถ่ายแบบครั้งแรก

ตุ้ย อุ้ม น้องไตตั้น ถ่ายแบบครั้งแรก 



เรียกว่าไม่ปรากฎให้ได้เห็นบ่อยนักกับการที่ผู้บริหา รมาดเนี๊ยบอย่างหนุ่ม ตุ้ย ธีรภัทร สัจจกุล จะลุกขึ้นมาแฟชั่น! และนี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เห็น หนุ่มตุ้ย ควงภรรยาสุดสวย แอนนา และลูกชายวัย 7 เดือน น้องไตตั้น ถ่ายแบบพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวเป็นครั้งแรก หลังจากเห็นโฉมหน้า น้องไตตั้นชัดๆ แล้ว ช่างน่ารัก น่าชัง จริงๆ มิน่าล่ะ พ่อตุ้ย ถึงติดหนึบตลอดเวลา!!! 


ตุ้ย - แอนนา - น้องไตตั้น



ตุ้ย - น้องไตตั้น



ตุ้ย - แอนนา -น้องไตตั้น 

สปา น้ำมันดิบ แช่น้ำมันดิบเพื่อสุขภาพ ที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน

Azerbaijan Clinic Uses Crude Oil Baths as Therapeutic Treatments

A clinic in the town of Naftalan , 160 miles noth-west of Azerbaijan’s capital of Baku, has found a therapeutic use for its abundant quantities of crude oil.
Azerbaijan is one of the world’s leading oil exporters, and in the country’s western plains “black gold” has been seeping out of the ground for centuries. In fact, they have so much of the stuff, that in the town of Naftalan, they use the excess crude oil as a cure for various illnesses. It all goes down at the famous Naftalan Clinic, where people from all over the former Soviet Union and even from the Emirates and Europe come to treat various skin diseases, rheumatism, arthritis and even their nerves with crude oil. Doctors here say their miraculous oil therapy is used to trat up to 100 different conditions.
The most popular treatment at Naftalan is the crude oil bath. Patients lower their bodies into 35 gallons of crude oil, at a temperature of 40 degrees. Many of them say the warm oil relaxes their joints and they’d love to spend more than 10 minutes soaked in black oil, but since it contains almost 50% naphthalene, a hydrocarbon deemed potentially carcinogenic by EU regulations, longer sessions could be hazardous to their health. The clinic’s doctors claim millions of people have been treated at Naftalan over the years, and none of them have suffered any complications, as a result. Still, to be on the safe side they limit the sessions to 10 minutes, and no more than a bath per day, during a 10-day treatment.
According to dr. Alif Zulfugar, manager of the Naftalan Clinic, the oil used for therapeutic baths, known as Naftalan, is to heavy for industrial use, so it is only used for clinical purposes. It doesn’t get treated in any way, just loaded up in tankers and delivered to the clinic. Most of it is heated and poured into the basin for baths, but there are other treatments available, as well. The resin from the crude oil is extracted and painted on the patient’s limbs, helping the nervous and blood system and easing joint pain.
Even though the staff at Naftalan Clinic make sure patients are thoroughly cleaned after their baths, they all take a few drops of oil with them wherever they go, as their saturated skin oozes crude oil for a period of two-three days.


วิธีป้องกัน รถหาย ก็ขโมยมันเยอะ ลองดู ช่างคิดได้























































สถานที่. "มหัศจรรย์".ที่ไม่น่าเชื่อว่า. มีอยู่จริงบนโลกใบนี้

สถานที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก
 
สถานที่… “มหัศจรรย์”… ที่ไม่น่าเชื่อว่า… มีอยู่จริงบนโลกใบนี้
บนโลกของเรายังมีสถานที่ที่น่าพิศวงอีกมากมายที่น่าท่องเที่ยว น่าค้นหา และนี้คือ หลายๆ สถานที่ ที่มหัศจรรย์ที่ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริงบนโลกใบนี้
1. Eisriesenwelt Ice Caves (Austria) 

ถ้ำน้ำแข็งไอส์รีเซนเวลต์ (Eisriesenwelt Ice Caves) ในภาษาเยอรมันหมายถึง “โลกแห่งน้ำแข็งยักษ์” เป็นถ้ำน้ำแข็ง หินปูน ธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศออสเตรีย (เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์) ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเมืองซาล์สเบิร์ก เป็นถ้ำน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดโลกเท่าที่มนุษย์ค้นพบในปัจจุบัน
โดยถ้ำแห่งนี้ค้นพบครั้งแรกในปี 1879 ที่สมัยนั้นคนในท้องถิ่น รู้จักมันในฐานะทางเข้าสู่นรกและไม่กล้าที่จะเข้าไปข้างใน ลักษณะข้างในถ้ำเป็นเหมือนภูเขาที่อยู่ในถ้ำและจะมีน้ำแข็งเกาะ หินงอก เต็มไปหมด เสมือนกับว่าคุณอยู่ในโลกต่างมิติยังไงอย่างงั้น จนไม่เชื่อว่านี้คือฝีมือของธรรมชาติ ถ้ำแห่งนี้มีความลึกถึง 42 กิโลเมตร (แต่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมแค่กิโลเมตรแรก)
โดยถ้ำนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวชมตั้งแต่ 1 พฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี โดยเปิด 9.00 น.-16.30 น. ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป แต่กระนั้นก็มีนักท่องเที่ยวกว่า 200,000 คนต่อปีมายังสถานที่แห่งนี้
2. The Richat Structure (Mauritania) 
ริแชทแห่งมอริเตเนีย (เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ) เป็นภูมิประเทศประหลาดในทะเลทรายซาทาร่าของมอริทาเนีย ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากมีลักษณะดินที่แปลกตางดงาม ที่เรียกโครงสร้างนี้ว่า “Richat Structure” เป็นวงกลมขนาดใหญ่รัศมีของมันกว้างถึง 50 กิโลเมตร สามารถมองเห็นทั้งหมดได้จากทางอวกาศ (รวมไปถึงภาพถ่ายดาวเทียม) ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโครงสร้างแบบนี้ยังคงลึกลับ บ้างก็ว่าเกิดจากผลกระทบของอุกาบาตพุ่งชนจนเกิดเป็นคลื่นที่มีรัศมีกว้าง หรืออาจเกิดจากการยกตัวและการกัดกร่อนของหิน
3. The Stone Forest (China)  
อุทยานป่าหิน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในมณฑลยูนาน บริเวณทางตอนใต้ห่างจากเมืองคุนหมิง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และถูกบันทึกว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือพื้นที่ 350 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่เฉพาะส่วนที่เยี่ยมชมราว 12 ตารางกิโลเมตร)
ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ป่าหินนี้เต็มไปด้วยหินปูนและต้นไม้ ที่กลายเป็นหินซึ่งลักษณะสวยงามแปลกตามากมายอายุราว 270 ล้านปี มีถ้ำ มีน้ำตก มีจุดท่องเที่ยวกว่า 200 จุด แต่เดิมบริเวณแห่งนี้อยู่ใต้ผิวน้ำ
และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้น เหนือ ผิวน้ำ กลายเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามโดดเด่น ซึ่งป่าหินคุนหมิง นับเป็นพิพิธภัณฑ์ของป่าหินทั่วโลก ซึ่งมีคุณค่ามาก 
4. Blood Pond Hot Spring (Japan) 
น้ำพุร้อนสีเลือด เป็นหนึ่งในบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังของเมืองเบปปุ ในจังหวัดโออิตะ บนเกาะคิวชู ที่เอาไว้ชมความงามมากกว่าจะใช้อาบ
โดยสถานที่แห่งนั้นเรียกอีกชื่อว่า “นรกบ่อเลือด” สาเหตุที่น้ำพุมีสีเลือดเนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณมากนั่นเอง
5. Vale da Lua (Brazil) 
หุบเขาโลกพระจันทร์ เป็นที่ราบสูงโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1.8 พันล้านปี อยู่ห่างจากเมือง Alto Paraíso de Goiás ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศบราซิลไปประมาณ 38 กิโลเมตร
และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Chapada dos Veadeiros โดยพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหินรูปร่างประหลาดแปลกตามากมาย ทำให้ดูเหมือนผิวพื้นดวงจันทร์อย่างใดอย่างงั้น
ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการกัดเซาะของแม่น้ำ San Miguel แทรกอยู่ภายใน ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวอยากมาชมมากที่สุดในชีวิต 
6. Salar de Uyuni (Bolivia) 
เป็นทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีพื้นที่ถึง 10,582 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโบลิเวีย ใกล้ยอดของเทือกเขาแอนดีส และมีความสูง 3,656 เมตร (11,995 ฟุต) หรือระดับน้ำทะเลเฉลี่ย เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคราบเกลือที่หลงเหลือมานานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติ ศาสตร์
ทำให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วย หินเกลือและยิปซัม และแร่ลิเธียม (มีมากกว่า 70% ของปริมาณแร่ลิเธียมของทั้งโลกที่ยังไม่ได้สกัด) มีการประมาณว่ามันบรรจุไว้ด้วยเกลือกว่า 10 ล้านล้านตัน มีเกลือมากจนกระทั้งกลายเป็นชั้นดินที่สามารถทำให้คนหรือรถ เดินทางลงได้อย่างสบาย นอกจากทัศนียภาพที่แปลกตาจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว มันยังใช้ประโยชน์มากมาย หนึ่งในนั้นคือมันเหมาะมากในการถูกนำไปใช้ประโยชน์ ในการตรวจสอบ และปรับแก้การวัดค่าความสูงของดาวเทียม
เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้กว้างใหญ่ พื้นผิวราบเรียบเป็นพิเศษ อีกทั้งท้องฟ้าที่ค่อนข้างเปิด ความชื้นต่ำ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่สำคัญ ทางเศรษฐกิจของโบลิเวียเพราะแร่ลิเธียม (ใช้ทำแบตเตอรี่ไฟฟ้า) เหมือนแร่ และยังเป็นแหล่งของพืชและสัตว์แปลกๆ มากมาย (ภาพใหญ่ข้างบนปรากฏการสะท้อนแสง) 
7. Kliluk, the Spotted Lake (Canada)  
“สปอท เลค” เป็นทะเลสาบเกลือที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของโอซอยออส ข้างทางหลวงหมายเลข 3 บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา
เป็นทะเลสาบที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ เข้มข้นอยู่จำนวนมาก และบางชนิดก็มีปริมาณมากที่สุดในโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ซัลเฟต แมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต (มากที่สุดในโลก) รวมไปถึงเงินและไทเทเนียม ในฤดูร้อนแร่ต่างๆ จะเกิดการระเหย และตกผลึกเป็นเกลือส่งผลทำให้แม่นำเกิดจุด คือด้านนอกเป็นส่วนของแร่ธาตุนานาชนิด (ที่สามารถลงไปเดินสำรวจได้) ส่วนในวงกลมเป็นน้ำที่มีสีที่แล้วแต่แร่ธาตุชนิดนั้น สมัยก่อนแร่ธาตุจากที่แห่งนี้เคยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการทำกระสุน ในสมัยสงครามโลก และปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ของเอกชน ทำให้เปิดให้คนนอกเข้าชมความมหัศจรรย์ของทะเลสาบแห่งนี้จำนวนจำกัด
โดยวิธีที่ดีที่สุดคือนักท่องเที่ยวจึงทำได้แค่หยุดรถแล้วมองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น
8. Socotra Island (Indian Ocean) 

 
ไม่น่าเชื่อว่านี้คือเกาะบนโลกมนุษย์ เพราะว่ามันช่างเหมือนบนดาวเคราะห์ที่มีแต่สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดจริงๆ เกาะโซโคตร้า เป็นหมู่เกาะเล็กๆ ภายใต้เยเมน
ที่ปลายติ่งแหลมของทวีปแอฟริกา อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากประเทศโซมาเลีย 250 กิโลเมตร
เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในจำนวน 4 เกาะสังกัดหมู่เกาะ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปเมื่อ กรกฏาคม 2008 สภาพภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าว และแห้งแล้ง ลักษณะภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขาอันแปลกตาแปลกใจ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีฟ้าและเขียวจากธรรมชาติ แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือมันเป็นสถานที่รวมแห่งพืชพรรณแปลกประหลาดหลายชนิด ต้นไม้รูปทรงแปลก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่รอดได้อายุกว่า 20 ล้านปี การแยกโดดเดี่ยวทำให้เกาะโซโคตร้า มีกลุ่มพืชและสัตว์ “หนึ่งไม่มีสอง”
ในโลก 37% ในจำนวนพืช 825 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 90% และสัตว์น้ำมีเปลือกชนิดต่างๆ 95% ที่ไม่สามารถพบเห็น ม่ว่าสถานที่อื่นใดโลก เช่น ต้น “กุหลาบแห่งทะเลทราย (Desert Rose)” ต้น dragon’s blood (เลือดมังกร) ที่ว่ากันว่ามีสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค จึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจที่เกาะแห่งนี้จะถูกขนามนามว่า
“กาลาปาโกสของมหาสมุทรอินเดีย”
9. Mcmurdo Dry Valleys (Antartica) 
แมคเมอร์โด ไดร์ วัลเลย์ หรือหุบเขาแห้งแล้ง เป็นทะเลทรายแห้งแล้งขนาดพื้นที่กว่า 4800 กิโลเมตร ที่ตั้งอยู่ในเอนตาร์กติกา แถบขั้วโลกใต้ โดยพื้นที่แห่งนี้เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งมากๆ ไม่มีความชื้น เป็นสถานที่แห่งเดียวที่ไม่หิมะ ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม ชั้นหินปกคลุมไปด้วยก้อนกรวด ที่เต็มไปด้วยออกไซด์ของเหล็ก
ซึ่งก็คือ “สนิม” นั่นเอง ทำให้เกิดน้ำตกที่มีสีเหมือนเลือดขึ้น
จนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดทั้งสิ้นอยู่ในบริเวณนี้ แต่กระนั้นทัศนียภาพในสถานที่แห่งนี้ ช่างน่าสนใจเหลือเกิน เสมือนว่าอยู่ดาวอังคาร (ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างพยายาม
ศึกษาบริเวณนี้ หากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ แสดงว่าดาวอังคารน่าจะมีอยู่ด้วย โดยสิ่งที่เจอก็มีเพียงแบคทีเรียบางชนิด) นอกจากนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย
เช่น Lake Vida และ Onyx River ซึ่งเป็นแม่น้ำสยยาวของแอนตาร์กติกา
10. The Door To Hell 
ประตูสู่นรก(Door to Hell) หลุมที่เต็มไปด้วยลาวาที่ไม่เคยดับ มาตลอด 35 ปี และไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันจะดับลงเมื่อไหร่ อีกทั้งไม่มีใครกล้าลงไปสำรวจ สถานที่นี้ตั้งอยู่ที่เมืองหนึ่งของ Darvaz ในประเทศอุซเบกิสถาน
ใครอยากเห็นมากกว่านั้นไป Google Earth ที่ 40°15′8″N 58°26′23″E
11. Mount Roraima

 
รัฐโรไรมา เป็นรัฐเหนือสุดและเป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุดในประเทศบราซิล ตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำอเมซอน อยู่ติดกับรัฐอามาโซนัสและรัฐปารา และยังติดกับประเทศเวเนซุเอลาและกายอานา โรไรนาเป็นสถานที่สวยงามโดดเด่น โดยเฉพาะจุดเด่นคือภูเขาเโรไรม่า ภูเขาที่เหมือนก้อนหินมหึมาที่สูงจนถึงก้อนเมฆ สูงกว่า 400 เมตร สูงชันทั้ง 4 ด้าน และติดกับสามชายแดนคือเวเนซูเอลา
ติดตาม เรื่องแปลก ใหม่ ตลก สนุก เซ็กซี่ sexy น่าสนใจอื่น ๆ หรือแวะมาทักทายกัน ได้ที่
www.facebook.com/somphon http://gplus.to/somphon www.twitter.com/samaphon www.facebook.com/somphon.me http://samaphon.blogspot.com/

          ขอขอบคุณที่มา : email