เรื่องแปลก ใหม่ น่าสนใจ ข่าวสาร บันเทิง สนุก เซ็กซี่ sexy ที่คุณ อยากรู้ ที่นี่ครับ ^^

SAMAZshop

Translate

"มิยาบิ" ยังไม่ตาย หลังแผ่นดินไหว-สึนามิถล่มญี่ปุ่น



แฟนหนังเรตเอ็กซ์และเอวีเป่าปากโล่ง ''มิยาบิ'' ทวิตเตอร์บอกยังไม่ตาย และสบายดี อยู่ในศูนย์ดูแล หลังแผ่นดินไหว-สึนามิถล่มญี่ปุ่น และไม่มีใครสามารถติดต่อได้เป็นเวลานาน 

ฮือฮาไปทั่ววงการหนังผู้ใหญ่ เมื่อ มาเรีย โอซาว่า หรือชื่อที่คุ้นเคย ''มิยาบิ'' นางเอกหนังโป๊คนดังแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ตกเป็นข่าวว่าสูญหายไปจากเหตุการณ์สึนามิถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวความแรง 8.9 ริกเตอร์ บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ทำให้เกิดคลื่นสึนามิความสูง 10 เมตรพัดถล่ม เมืองเซนไดของเกาะฮอนชู ล่าสุดยืนยันแล้วว่าเธอยังไม่ตาย

ค่ายหนัง ''แม็กซิม่า พิคเจอร์ส'' ของอินโดนีเซีย ที่ดึงมิยาบิมาเล่นหนัง (หนังฉายตามโรง) ถึง 2 เรื่อง คือ ''Hantu Tanah Kusir'' และ ''Menculik Miyabi'' แสดงความเป็นห่วง เมื่อพวกเขาไม่สามารถติดต่อนางเอกแดนซามูไรได้ โดย โอดี้ มุลย่า ผู้บริหารสตูดิโอ กล่าวว่า ''ผมติดต่อเธอไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่ผมติดต่อกับเธอคือช่วง 1-2 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุแผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ และสึนามิ จากนั้นผมส่งข้อความและโทรศัพท์ไปหาเธอ ซึ่งก็ไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา''

สตูดิโอหนังดังกล่าวมีสัญญาถ่ายหนังกับมิยาบิอีกถึง 2 เรื่อง โดยมุลย่ากล่าวแสดงความเป็นห่วงว่า ''ผมอยากรู้สถานการณ์ แต่ติดต่อเธอไม่ได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า มาเรีย โอซาว่า หรือ มิยาบิ จะปลอดภัย และยังมีชีวิตอยู่หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่น่ากลัวนี้ เพราะผมเป็นห่วงเธอจริงๆ''      

ล่าสุด สดๆ ร้อนๆ มิยาบิส่งข้อความบอกว่าเธอปลอดภัยดีผ่านแอ็กเคาต์ทวิตเตอร์ของเธอ เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มีนาคม เป็นข้อความภาษาญี่ปุ่นสั้นๆ ว่า ''หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ฉันและคณะทีมงานต่างปลอดภัยดีอยู่ในศูนย์ดูแล''

อย่างไรก็ตาม ประเด็นคือ มิยาบิไม่ได้บอกว่าตอนนี้ที่อยู่ปัจจุบันของเธออยู่ที่ใด นอกจากนี้ยังไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่ามิยาบิเป็นคนเขียนข้อความนี้ด้วยตัวเอง หรือมีคนอื่นมาเขียนแทนเธอ แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอทำให้แฟนๆ ที่ติดตามผลงานของนางเอกสาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-แคนาเดียน ผู้นิยมเล่นวิดีโอเกมเป็นชีวิตจิตใจ และสนใจใคร่รู้สวัสดิภาพของนางเอกคนโปรด สบายใจได้บ้างไม่มากก็น้อย 






คนไร้เพศ ( อย่างเป็นทางการ ) คนแรก ของโลก


นี่คือคนไร้เพศคนแรกของโลก
ตามประวัติ เกิดเป็นชาย ต่อมาไปผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง
ไปๆมาๆ เกิดไม่พอใจในเพศใหม่ของตัวเิอง ก็เลยยื่นเรืองขอเป็นคนไม่มีเพศไปเสียเลย
ทางการรัฐในออสเตรเลียก็โอเคเนชั่นเสียด้วย
ก็เลยกลายเป็นบุคคลไร้เพศ (อย่างเป็นทางการ) คนแรกของโลก
จะเรียกนายก็ไม่ได้ นาง หรือนางสาวก็ไม่ได้
เขาก็ไม่ได้ เธอก็ไม่ได้

คนๆนี้ชื่อ Norrie May-Welby  

มาลดความอ้วนด้วย กล้วยมื้อเช้า ( สำหรับคนอยากผอม นิ ;)


หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ ฮามาจิ (จิน วาตานาเบะ) 
เค้าเป็นกูรู ผู้นำเสนอหลักการกล้วยมื้อเช้าเป็นคนแรก (เริ่มนำเสนอในปี 2006) 
โดยคนคิดค้นหลักการนี้ก็คือ เภสัชกร นักเวชศาสตร์ป้องกันซึ่งเป็นภรรยาของเค้าเอง 
ชื่อ คุณ สิมิโกะ วาตานาเบะ 
กล้วยมื้อเช้าที่เป็นหลักการที่ฮอตฮิตมากๆ ที่ญี่ปุ่นเลยหล่ะ 
แบบที่บนหน้าปกหนังสือนี้บอกว่าขายมาแล้วกว่า 1 ล้านเล่มที่ญี่ปุ่น 
ปรากฏการณ์กล้วยมื้อเช้าที่ญี่ปุ่น ทำให้ในปี 2008 ราคากล้วยที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 20%, 
กล้วยใน supermarket จะหมดก่อนบ่ายสามโมง 
และญี่ปุ่นต้องนำเข้ากล้วยเพิ่มขึ้นถึง 25%  เลยทีเดียววว 

เห็นแบบนี้แล้วชักอยากรู้แล้วใช่มั้ยหล่ะ ว่าหลักการของกล้วยมื้อเช้าเป็นยังไง 
เรามีสรุปมาให้แล้วสั้นๆ แต่แนะนำว่าให้ไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านกัน 
เพราะในหนังสือเค้าจะอธิบายละเอียดเลยว่าทำไมหลักการของกล้วยมื้อเช้าถึง work , 
มีตัวอย่างของคนที่ปฏิบัติแล้วเห็นผลแตกต่างกันมาเล่า, มีภาพประกอบที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และ มีคำตอบของ FAQ ที่คนเค้าถามคุณฮามาจิมาด้วย 
บางอันตรงกับที่เราอยากถามพอดีเลย

กล้วยที่รอกินอยู่ วางแผ่ๆไว้ :D

อร่อยสุดต้องกล้วย Dole ขายตาม Tops, Carrefour, Tesco 4 ลูก 30-35 บาท 
ไปวันที่มีเยอะๆจะเลือก Size ใหญ่ๆได้แบบนี้ ลูกเดียวอิ่มเลย
(ที่ Tops คุณภาพดีสุด Spot rewards ได้ลดเหลือ 30 บาท)


หลักการของกล้วยมื้อเช้า มี 8 ข้อ (สรุปจากหนังสือหน้า 38 - 43) 
    1. กินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า เคี้ยวให้ละเอียดปล่อยให้ลิ้นได้รับรสอร่อยของกล้วย 
    จะกินกี่ลูกก็ได้ (เรากิน 1-2 ลูกแล้วแต่วัน คุณฮามาจิตอนเริ่มทำใหม่ๆกิน 4 ลูก ตอนหลังๆลดเหลือ 2 ลูก) 
คนที่ไม่ชอบกินกล้วยหอมจริงๆจะเลือกกินผลไม้อื่นก็ได้ แต่ให้เป็นชนิดเดียวอย่ากินปนกันหลายอย่าง
ที่คุณฮามาจิเลือกกินกล้วยหอม เพราะ กล้วยหอมทานง่าย และมีประโยชน์มากเลย 
    ถ้ากินกล้วยแล้วรู้สึกว่ายังหิวอยู่ ให้เว้นระยะซัก 15-30 นาที แล้วค่อยทานอย่างอื่นได้ 
(เค้าแนะนำให้กินพวกอาหารประเภทข้าว เช่น ข้าวปั้นโอนิงิริ ชั้นต้องไป Paragon มั้ยเนี่ย :D) 

    2. ดื่มเฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้นและดื่มบ่อยๆ 
    เครื่องดื่มที่ดื่มกับกล้วยหอมในตอนเช้า เค้าให้ดื่มน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง 
ถ้าจะดื่มอย่างอื่นก็ให้เว้นระยะ 15-30 นาทีเหมือนเดิม หลักการของกล้วยมื้อเช้า 
เค้าให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆตามที่ต้องการ เค้าว่าการดื่มน้ำเปล่าจะทำให้ประสาทรับรสชาดดีขึ้น กระเพาะและลำไส้ทำงานน้อยลง พอรับรสชาดได้มากขึ้น ความต้องการอาหารในแต่ละมื้อจะลดลงเอง แต่ นานๆครั้งจะนอกใจไปดื่มอย่างอื่นก็ไม่เป็นไร กล้วยมื้อเช้าเน้นสบายๆ ไม่เครียด 

    3. กินอาหารกลางวันตามปกติ 
    มื้อกลางวันกินอะไรก็ได้ แต่ขอให้เคี้ยวให้ละเอียด รับรสชาดอาหารให้เต็มที่ 
เพราะถ้าเราทานอาหารกลางวันน้อยๆเราก็อยากจะทานขนมมากขึ้น เค้าให้ทานให้เต็มที่ปเลย แต่อยากให้เน้นที่อาหารประเภทข้าว เค้าให้ทานข้าวเยอะๆลดปริมาณกับข้าวลง 

    4. กินของว่างได้ตอนบ่ายสาม 
    จริงๆเค้าว่ากินของว่างได้ทุกวันหากต้องการ แต่เพื่อม่ให้กินมากเกินไปเลยจำกัดให้กิน 1 อย่างต่อวัน เค้าแนะนำให้กิน Chocolate หรือ ขนมญี่ปุ่น (คนแปลบอกว่า มักทำจากแป้ง ถั่ว น้ำตาล) พวกไอศกรีม โดนัท มันฝรั่งทอด เค้าว่านานๆครั้งดีกว่า แต่ถ้าอยากให้ไดเอ็ทเห็นผลเร็ว เค้าให้เลือกกินผลไม้ แต่เลือกกินชนิดเดียวพอนะ อย่าปนๆกัน 

    5. กินอาหารเย็นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 
     ถ้าเราทานอาหารเย็นดึกจนเกินไป ตอนนอนกระเพาะลำไส้ก็ยังไม่ได้พัก ทำให้ร่างกายไม่สามารถขจัดความเหนื่อยล้าที่มีในแต่ละวันได้ อันเป็นสาเหตุของการอ้วน กล้วยมื้อเช้าบอกให้เราทานอาหารเย็นประมาณ 6 โมง และดึกสุดไม่เกิน 2 ทุ่ม ถ้ายากก็ลองขยับให้เร็วขึ้นสัก 30 นาทีดูก่อน และให้ฝึกไม่กินของหวานหลังอาหารเย็นด้วย ให้กินของหวานแค่บ่ายสามเท่านั้น (อันนี้ยากเหมือนกัน เราก็ทำไม่ได้ 555 ยังกินของหวานนิดๆหน่อย วันละ 2-3 ครั้งอยู่เลย 
แต่ก็พยายามลดนะ) 

    6. นอนก่อนขึ้นวันใหม่ 
    พยายามนอนเร็วให้เป็นนิสัย ดึกสุดไม่เกินเที่ยงคืน การนอนเร็ว และท้องไม่เต็มไปด้วยอาหาร จะทำให้นอนหลับสบาย ร่างกายเราจะฟื้นฟูสภาพกันตอนหลับนี่แหละ 

    7. ออกกำลังกายเมื่อต้องการออก อย่าหักโหม 
    การออกกำลังกายเค้าให้ทำอย่างพอเหมาะ ทำให้ร่างกายสดชื่น การออกกำลังกายอย่างหักโหม ร่างกายจะรู้สึกทรมานไม่เป็นผลดีเอา เค้าแนะนำให้แกว่งแขนสองข้างขึ้นลงเนี่ยแหละให้ผลดีกับการไดเอ็ทมากกว่าที่คิด 

    8.จดบันทึกไดอารี่ให้เป็นนิสัย พร้อมเปิดเผยให้คนอื่นอ่านด้วย 
    การจดบันทึกไดอารี่ไว้ เช่น จดลงบล็อคมีข้อดีคือ จะมีคนมาคอยเชียร์ มาให้คำแนะนำ 
เป็น บ่อเกิดของ กำลังใจได้ (เราก็จดแต่ไม่ให้ใครดูยังเขินอยู่ 555) 
อันนี้เป็นตัวอย่าง ไดอารี่ จากหนังสือหน้า 103 
มื้อเช้า          7:10 กล้วย 2 ลูก, น้ำเปล่า 
มื้อกลางวัน    12:00 ข้าวกล่องเอามาเอง (จดละเอียดว่าอะไรบ้าง), ไก่ทอด 2 ชิ้น, น้ำเปล่า 
อาหารว่าง      15:00 ช็อกโกแลตบาร์ครึ่งแผ่น, น้ำเปล่า 
มื้อเย็น          19:00 ข้าวแกงกะหรี่ 1 จาน, สลัดมันฝรั่ง, ซุป, น้ำเปล่า 
มื้อดึก           21:00 ส้ม 2 ลูก, น่ำเปล่า 

เวลานอน       23:30 
ออกกำลังกาย     หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหาร 
การถ่าย        ดีมาก 
น้ำหนัก         59.8 กิโล เทียบกับอาทิตย์ที่แล้ว -0.5 โล 
ข้อคิดเห็น 
วันนี้งานยุ่งมากๆ สงสัยช่วงนี้ต้องทำโอทีซักหน่อยแล้ว วันนี้หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหารได้ครบทุกมื้อ เคี้ยวข้าวละเอียดๆค่อยๆให้ลิ้นรับรู้รสชาดได้แล้ว 
จะเห็นว่าเค้าจดละเอียดเหมือนกันว่า กินอะไรตอนไหนอย่างไร เราก็พยายามจดอยู่นะ ข้อดีคือได้บันทึกน้ำหนักทุกวันนี่ว่าเท่าไหร่แล้ว และก็รู้ด้วยว่ากินอะไรไปบ้าง พอถึงตรงออกกำลังกายจะได้รู้ว่าวันนี้ได้ทำรึยัง ข้อคิดเห็นก็จะบอกได้ว่า วันนี้เครียดมาก หรือ น้อยยังไง เพราะมีผลต่อการไดเอ็ทนะ 
ผลหลังจากทำกล้วยมื้อเช้าแล้ว 
    บางคนอาจจะอยากรู้ว่า เราทำกล้วยมื้อเช้าแล้วมันเห็นผลยังไง เราทำมาได้ประมาณ 3 อาทิตย์แล้ว แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดทำเป๊ะๆทุกข้อนะ ยิ่งเรื่องทานข้าวเย็นก่อน 2 ทุ่ม นี่หลุดหลายวันเลย ของว่างก็ห้ามใจไม่อยู่ กินวันละหลายครั้งเหมือนกัน แต่น้ำหนักก็ลดลงอ่ะ (จาก 49.4 เป็น 48.3) แต่ที่เห็นชัดๆคือ เรื่องของการขับถ่าย ปกติก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่บ้างวันมันเยี่ยมมากๆ แบบหมดไส้ไปเลย ตอนนี้หน้าท้องแบนมั๊กๆ ชอบ 
    ที่แนะนำให้เพื่อนๆทำ สิ่งแรกที่เค้าจะเห็นผลเลยคือเรื่องของการขับถ่ายนี่แหละ ในหนังสือบอกว่าบางคนมีอุจจาระตกค้างเยอะมากที่ร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ เพื่อนๆที่ทำคนนึงน้ำหนัก 116 กิโล ทำกล้วยมื้อเช้าได้ 4 วัน น้ำหนักลงไป 2 โล คือเค้า งง มากว่ามันมากจากไหนเยอะเลย (เริ่มเหมือนพวกโฆษณาชวนเชื่อ) อีกคนหนัก 73 ทำมาพร้อมๆกัน ตอนนี้ลงไปแล้วโลครึ่ง เพราะขับถ่ายดีมั๊กๆ 
    

สุดยอด โรงแรม ลอยน้ำ


สถานที่แรกคือ โรงแรมคิงแปซิฟิคลอดจ์หรือ (King Pacific Lodge) ตั้งอยู่บนเรือท่องเที่ยวลำหนึ่ง ลูกค้าสามารถได้รับการบริการระดับ 5 ดาว วิธีการเข้าออกโรงแรมมีทางเดียวก็คือโดยสารเครื่องบินน้ำ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมทุกปี โรงแรมแห่งนี้จะเปิดให้บริการที่เกาะพรินเซส โรยัล (Princess Royal Island) ประเทศแคนนาดา

และอันดับต่อมาคือ โรงแรมรีฟ เวิลด์ เป็นโรงแรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชีวภาพในออสเตรเลีย มีห้องพักใต้น้ำ 8 ห้อง ฝาผนังของห้องน้ำเป็นกระจก ลูกค้าสามารถชมวิวใต้น้ำได้ และมีห้องสปาด้วย



แน่นอนว่าอันดับนี้คงสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย ซึ่งก็คือ โรงแรมโอเบรอย อูไดวิลาส ระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ใจกลางของทะเลสาบพิซิโอลาของ อินเดีย มีลักษณะเหมือนพระราชวังของอินเดีย มีลาน บ้านที่สวยงาม และมีน้ำพุตลอดจนสวนดอกไม้ที่หรูหรา ซึ่งขอรับรองว่าคุณจะได้สุขสำราญแบบราชาอย่างแน่นอนค่ะ 

อันดับต่อไปนี้คุณอาจต้องดำดิ่งลงมาพักถึงใต้น้ำ เพราะสถานที่ที่เราจะพาไปคือ โรงแรมคอนรัด (Conrad) ของ มัลดีฟส์ โรงแรมที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะส่วนบุคคลสองแห่งในมหาสมุทรอินเดีย

ส่วนหนึ่งของโรงแรมตั้งอยู่บนเกาะ แต่ส่วนใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำทะเลระหว่างสองเกาะ มีวิลล่าเหนือผิวน้ำสุดหรู 50 หลัง มีภัตตาคารใต้น้ำที่ก่อสร้างขึ้นด้วยกระจกทั้งหลัง และสปา ลอยน้ำด้วย
และอีกหนึ่งที่ที่ไม่สามารถหยุดความอเมซิ่งแบบสุดๆ ก็คือ โรงแรมโรเตติ้ง ทาวเวอร์ (Rotating Tower) ของ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (กำลังก่อสร้างอยู่) หลังสร้างเสร็จ โรงแรมโรเตติ้ง ทาวเวอร์ที่มีความสูง 100 เมตรจะกลายเป็นสิ่งอัศจรรย์ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม 

ต่อมาพบกับความสุขสบายริมทะเลกับ โรงแรมปุนตา คาราโคล ใน ปานามา ลูกค้าจะสัมผัสมนต์เสน่ห์ของทะเลแคริบเบียน ตกปลา ดำน้ำและผจญภัยในป่าโซนร้อนได้

หนี้ร้อนลงทะเลกันอีกรอบกับการนั่งเรือจากกรุงมาเล เมืองหลวง มัลดีฟส์ 15 นาทีก็จะถึงโรงแรมซิก เซ็นส์ โรงแรมนี้มีวิลล่าในทะเลส่วนตัว
ย้อนเวลาไปสู่ความเป็นอดีตกันที่ โรงแรมดรากอน อินน์ โฟลติ้ง รีสอร์ต (Dragon Inn Floating Resort) ของ มาเลเซีย สร้างห้องนอนอยู่บนเสาค้ำ หลังคาเป็นรูปใบต้นพาล์ม โครงสร้างของโรงแรมทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนนอนอยู่ในหมู่บ้านลอยน้ำ "บาจาว" (Bajau) ที่สืบทอดลงมาจากโบราณกาล 


ลอยลัดฟ้าลงมาสู่ท้องทะเลกันอีกครั้งที่ โรงแรมลากูน รีสอร์ต แอนด์ สปา(Lagoon Resort & Spa) ใน เกาะโบรา โบรา (Bora Bora) ของโปลินีเซีย โรงแรมประกอบขึ้นด้วยห้องลอยน้ำ 44 แห่ง นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกใช้ห้องนอนแบบสวนดอกไม้ที่สร้างอยู่บนหาดทรายได้ 

ฮานาโกะ ช้างไทยไปดัง ในสวน สัตว์ญี่ปุ่น

 

 ช้างฮานาโกะที่ข้าพเจ้าจะเล่าถึงนี้อยู่ในสวนสัตว์ที่ญี่ปุ่นนานถึง 2 ชั่วอายุคน คือตั้งแต่รุ่นคุณพ่อเป็นเด็กไปเที่ยวสวนสัตว์ก็เคยเห็น พอมีลูกพาลูกไปสวนสัตว์ ฮานาโกะก็ยังเฉิดฉายให้เห็นแม้จะแก่ชราไปมากแล้วก็ตาม และเรื่องราวของเจ้าหล่อนตัวนี้ก็กระฉ่อนมากในญี่ปุ่น ทั้งเป็นหนังสือให้อ่าน รึกึ่งสารคดีทางทีวีให้ดูก็มี

        มามะข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง.... ที่ญี่ปุ่น ช้างจัดว่าเป็นสัตว์ที่ผู้คนให้ความชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ช้างไปโผล่ที่ไหนเป็นได้ถูกรุมกรี๊ดกร๊าดปานซุปเปอร์สตาร์เลยทีเดียว น่าจะพอๆกับบ้านเราที่เห่อหมีแพนด้ากันนั่นแหล่ะ

        ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้ส่งช้างไปให้ญี่ปุ่นเพื่อเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

        หนึ่งในนั้นคือ ช้างพังวันดี ไปถึงญี่ปุ่นตั้งแต่กลางปีพ.ศ. 2478 ตอนนั้นอายุ 18 ปีแล้ว .... พังวันดีไปถึงญี่ปุ่นก็ถูกขนานนามใหม่ว่า "ฮานาโกะ" ฮานะแปลว่าดอกไม้ ส่วนโกะแปลว่าเด็กน้อย ชื่อดูอ่อนหวานน่ารักมาก และฮานาโกะก็ดังมากที่ญี่ปุ่นทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบฮานาโกะกันทั้งนั้น เพราะญี่ปุ่นไม่มีช้างเป็นสัตว์ประจำถิ่นให้พบเห็น

* สำหรับชื่อวันดีนี้ข้าพเจ้าได้ยึดตามข้อมูลของสถานเอกอัคราชทูต ณ โตเกียว แต่ไปอ่านเจอบางข้อมูลเขียนว่า wanli (วัลลี)

ฮานาโกะ(Wanli)ตัวทางซ้าย ส่วนทางขวามือชื่อ Tonky เมื่อ พ.ศ.2486 ไม่นานก่อนฮานาโกะจะเสียชีวิต


        ฮานาโกะประจำการอยู่ ณ สวนสัตว์อุเอะโนะที่เมืองหลวงกรุงโตเกียว เป็นขวัญใจชาวประชาได้ไม่กี่ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่2ขึ้น(พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2488)ระหว่างสงครามนั้นเองฮานาโกะก็ได้ล้มลง(เสียชีวิต)ในปีพ.ศ.2486 บอกสาเหตุอย่างคลุมเครือว่าล้มเพราะขาดอาหารในสภาวะสงคราม ส่วนข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับนโยบายของกองทัพญี่ปุ่นในขณะนั้นค่อยๆเล่าทีหลังแล้วกัน (ข้าพเจ้าอยากให้เรื่องราวยังน่ารักต่อเนื่องอยู่ก่อน...)

        พอฮานาโกะจากไปอย่างไม่หวนกลับ เด็กๆที่โตเกียวก็ร่ำร้องอยากได้ช้างตัวใหม่ ทางรัฐบาลก็เอาใจเด็กๆโดยติดต่อกับทั้งทางไทยและอินเดียเพื่อขอช้างเชือกใหม่ไปไว้ที่สวนสัตว์ ช้างพังคชาจากเมืองไทยอายุ 2 ปี และพังอินทิราจากอินเดีย ทั้งคู่ต่างลงเรือจากคนละที่มุ่งสู่แดนอาทิตย์อุทัย เมื่อปี พ.ศ.2492 ช้างทั้งสองไปถึงก็มีการเฉลิมฉลองรับขวัญช้างกันอย่างเอิกเกริก แต่ดูเหมือนว่าในตอนนั้นพังอินทิราจะได้รับความนิยมมากกว่า

ที่ท่าเรือโกเบ คนมารอรับเพียบ พังคชาดูอยากรู้จักผู้คนมาก ไม่เก้อเขินเลย


ภายในสวนสัตว์อุเอะโนะ งานเลี้ยงต้อนรับพังคชาอย่างใหญ่โต


        ตอนแรกๆผู้ดูแลชาวญี่ปุ่นเรียกพังคชาว่า คชาโกะ ซึ่งต่อมาทางสวนสัตว์อุเอะโนะจัดโครงการให้ชาวญี่ปุ่นช่วยกันตั้งชื่อให้ ใหม่ในภาคภาษาญี่ปุ่นและชาวประชาต่างก็โหวตให้กับชื่อ "ฮานาโกะ" อีกครั้งชื่อเดียวกับช้างตัวเดิมที่จากไปเมื่อครั้งสงครามที่ผ่านมา และณ บัดนี้ ความน่ารักของฮานาโกะน้อยก็เริ่มต้นขึ้น

         ฮานาโกะโชว์ตัวอยู่ที่สวนสัตว์อุเอะโนะได้ 5 ปี(ฮานาโกะ 7 ปี)ก็ย้ายไปที่สวนสัตว์ Inokashira(ยังคงอยู่ในโตเกียว) ที่นี่ในโซนช้างแล้วมีเพียงฮานาโกะเชือกเดียวเป็นดาวเด่นอยู่ยาวนานจนปัจจุบัน ตอนนี้คุณยายฮานาโกะอายุ 62 ปีแล้วค่ะ

         มาดูบ้านหลังใหญ่ของฮานาโกะที่ทางสวนสัตว์สร้างให้ อาจช่วยบรรเทาอาการร้อนรุ่มของหลายๆคนที่เห็นเหล่าแพนด้าทั้งหลายถูกประคบประหงมราวไข่ในหิน ฮานาโกะเราก็ถูกเอาใจไม่ต่างกันเลยค่ะ โดยมีพื้นที่ 260 ตร.ม. แบ่งเป็นลานกลางแจ้งเอาไว้โชว์ตัวกับห้องพักในร่ม


ภายในที่พักของฮานาโกะ ที่นอนปูด้วยหญ้าบด


เล่นน้ำโชว์ในหน้าร้อน สนุกจริงๆเชื่อฮานาโกะเหอะ


        มุกเด็ดของฮานาโกะน่าจะเป็นรายการ"ชวนมาเล่นน้ำกับฮานาโกะ" โดยยื่นสายยางให้ผู้ชม น่าจะเรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว เล่นแบบนี้แล้วจะไม่หลงรักได้ไง เนอะ

        หนึ่งในนิสัยของฮานาโกะคือชอบเป็นจุดสนใจ ชอบให้คนมามุงดู มีคนเล่าว่าเวลาฮานาโกะมายืนโชว์ตัว นอกจากเล่นสายยางแล้วก็จะตดเสียงดังมาก คนก็เฮฮากันลั่นเลยสิ ไม่รู้ว่าเป็นธรรมชาติของฮานาโกะรึเป็นการเรียกร้องความสนใจด้วยการสร้างภาพและเสียงประกอบนะคะ ฮ่า

         โชว์กินกล้วย อาจดูไม่ใช่ความสามารถพิเศษอะไร ทว่ากิจกรรมประจำวันนี่แหล่ะที่ข้าพเจ้าว่าน่ารักน่าใคร่กว่าโชว์ยากๆเป็นไหนๆ ป้อนให้จับกินทีละลูกไม่ทันใจ มีเร่งพี่เลี้ยงด้วยนะคะ เลยเพิ่มเป็นใช้งวงจับทีละสามสี่ลูกซะเลย อาจเป็นการโชว์การใช้งวงก็ได้นะ

พี่ขาอย่าช้า ฮานาโกะยังไม่อิ่มเลย เอาอีกเยอะๆได้ป่าว


         อายุเลยแซยิดมาแล้วจะไม่มีเหตุการณ์สะเทือนใจสำหรับฮานาโกะเลยก็จะสมบูรณ์แบบไป ในปีพ.ศ.2499 (อายุ 9 ปีเทียบกับในคนก็เรียกว่ากำลังจะก้าวจากเด็กเล็กไปเป็นเด็กวัยรุ่น) เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นคือ ฮานาโกะทำร้ายคนเมาที่แอบเข้ามาในโรงเลี้ยงช้างตอนกลางคืนจนเสียชีวิต และต่อมาพ.ศ.2503 ฮานาโกะก็ทำร้ายพี่เลี้ยงเสียชีวิตไปอีกคน

         ครั้งแรกอาจเพราะเป็นคนนอกเข้ามาในยามวิกาลทำให้ฮานาโกะตกใจกลัว( ฮานาโกะมีนิสัยขี้ตกใจ) และเผลอทำร้ายเข้า แต่ครั้งที่สองที่ทำร้ายพี่เลี้ยงที่คุ้นเคยกัน บวกกับฮานาโกะมีอาการหวาดระแวง สูญเสียความเชื่อใจคน ทางสวนสัตว์จึงลงโทษและหมายหัวว่าเป็นตัวอันตรายด้วยการล่ามโซ่ทั้งสี่ขา สุขภาพจิตเลยย่ำแย่ ซึมเศร้ามาก ร่างกายก็ซูบผอมลงไปมาก คนที่มาเยี่ยมชมก็เริ่มรับไม่ได้และสงสารฮานาโกะ มีคนเขียนจดหมายมาขอร้องให้ทางสวนสัตว์ดูแลฮานาโกะให้ดีเหมือนเดิม

ช่วยกรุณาดูแลฮานาโกะดีๆนะคะ ฮานาโกะน่าสงสารมาก


         โลกอึมทึมของฮานาโกะกลับสดใสขึ้นอีกครั้งเมื่อคุณเซอิโซ ยามาคาวะ มาเป็นพี่เลี้ยงให้ฮานาโกะ ดูแลฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของฮานาโกะให้กลับมาวางใจคนได้อีกครั้ง

        แม้ฮานาโกะจะจะไม่ถูกล่ามแล้ว คืนดีกับคนก็แล้วแต่ฮานาโกะยังผอมมากเพราะช่วงตรอมใจร่างกายย่ำแย่คงส่งผลกระทบถึงฟัน ฮานาโกะฟันร่วงจนเกือบหมดตั้งอายุเพียง 36 ปี (พ.ศ.2526)ทางสวนสัตว์ต้องจัดเมนูอาหารให้เหมาะกับสภาพของฮานาโกะ กินอาหารที่เคี้ยวง่ายๆชิ้นเล็กๆ
จนสภาพร่างกายกลับมาสมบูรณ์ได้อีกครั้ง พี่เลี้ยงต้องดูแลใกล้ชิดมากตลอดเวลาอาจเป็นสาเหตุให้ฮานาโกะติดคนมากอยู่ตัวเดียวไม่ค่อยได้ ขี้เหงาใช้ได้เลยนะเนี่ย

อาหารพอคำของฮานาโกะ แม้แต่เพื่อนนกก็ติดใจ


        อีกทั้งเท้าของฮานาโกะก็ต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ ในสัตว์ใหญ่ๆใช้เท้ารับน้ำหนักตัวตลอด เท้าจึงสำคัญมาก ฮานาโกะหนักถึง 3000 กิโลกรัมยืนตลอดวันและคืน อาจล้มตัวนอนบ้างสัก 1/2-1 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะยืนหลับ ถ้าเท้าเจ็บทรงตัวยืนไม่ได้นั่นหมายถึงอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะค่ะ พี่เลี้ยงจะตรวจเท้าและทำความสะอาดเท้าและเล็บ ตัดเล็บ ทาน้ำมันให้ฮานาโกะทุกวัน กิจวัตรนี้จึงกลายเป็นโชว์น่ารักๆอย่างหนึ่งของฮานาโกะ โดยจะคอยยกเท้าให้พี่เลี้ยงตรวจทีละข้างแบบรู้งานมาก คือจัดให้ไม่ต้องสั่ง

ท่านผู้ชมคะ อย่าคิดไปเชียวว่าเท้าของฮานาโกะตัวเบิ้มแบบนี้จะหนาตามภาระอันหนักอึ้ง ตรงกันข้าม เท้าเค้าบอบบางมาก หนังที่หลังของช้างต่างหากที่หนามากเป็นพิเศษ
แต่ข้าพเจ้าว่ายังบางกว่าพวกโกหกออกทีวีรายวันอีกนะคะ ฮ่า...เอิ๊ก


         พี่เลี้ยงคนปัจจุบันของฮานาโกะเล่าถึงนิสัยของฮานาโกะที่คล้ายๆคนเข้าไปทุกที เช่นว่าตกใจกลัวและไม่ชอบเสียงดังๆของรถพยาบาล หรือฟ้าร้อง เจอเป็นต้องวิ่งไปรอบๆลาน ที่กลัวอีกอย่างคือกลัวถูกทิ้งให้อยู่ตัวเดียว ชอบให้คนอยู่ใกล้ๆ ฮานาโกะเคยเจอเพื่อนช้างตอนเด็กๆเท่านั้น พอย้ายมาที่นี่ก็อยู่ตัวเดียวมาตลอด เจอแต่คน จึงนับคนเป็นพวกเดียวกันไปซะแล้ว

         เวลาถูกพี่เลี้ยงดุและตำหนิบางทีก็แสดงอาการเศร้าสำนึกผิด บางทีก็ทำเสียงฟึดฟัดแสดงอาการไม่พอใจก็มี (อันนี้เหมือนหมาของชั้นมากกก)

         ฮานาโกะระงับอารมณ์บางอย่างได้ด้วยนะ อย่างเวลามีคนที่ฮานาโกะไม่ชอบอยู่ใกล้ๆ จะทำหน้าเฉยๆ แต่พอลับตาก็แสดงอาการที่เก็บกดทันที ทำไงน่ะรึ ก็ใช้งวงคุ้ยขยะ ปาข้าวของว่อนเลยน่ะสิ 555 อันนี้จะมากไปมั้ยฮานาโกะ ช่างทำจริง แบบชั้นเกลียดแกมากแต่ชั้นผู้ดีนะยะไงไม่รู้ เนอะ

         บางเรื่องก็อย่าไปหาเหตุผลอะไรกับฮานาโกะเลย เช่นว่าฮานาโกะจะเหลืออาหารชิ้นสุดท้ายไว้เสมอ ...อยากได้แฟนหล่อมั้ย 5555 รึเป็นชิ้นเกรงใจกลัวหมดกลัวไม่ผู้ดีมั้ยฮึ รึอยากแบ่งให้พี่เลี้ยงตอบแทนที่ดูแลกัน

         แล้วที่กวนมากอีกเรื่องคือ ไอ้ประตูที่เค้าจัดไว้ให้เดินเข้าออกที่นอนกับลานโชว์ตัว เจ้าหล่อนก็ไม่ใช้ จะอ้อมไปเข้าออกทางประตูด้านนอกเท่านั้น อาจไม่ชอบให้ใครมากำหนดกฎเกณฑ์ให้มั้ง อยากตัดสินใจเอง(หลายคนก็แบบนี้เลยนะคะ 5555)

         เดี๋ยวนี้ฮานาโกะสุขสบายตามอัตภาพ ของช้างสูงวัย 62 ปี ฟันซี่เดียว สูงวัยที่สุดในบรรดาช้างด้วยกันในญี่ปุ่นแล้วค่ะ เพราะเมื่อ 17 ก.ย. พ.ศ.2552ที่ผ่านมาช้างอุเมโกะ(จากไทย)อายุ 62 ปีเพิ่งเสียชีวิตไป ตำแหน่งนี้เลยตกแก่ฮานาโกะโดยปริยาย

ฮานาโกะก็รักทุกคน อย่าลืมแวะมาเยี่ยมฮานาโกะด้วยนะคะ


เพิ่มเติมเพื่อการันตีความโด่งดังของฮานาโกะ 

         ลูกชายของคุณยามาคาวะ ได้เรียบเรียงเรื่องราวที่น่าประทับใจระหว่างพ่อของเค้ากับฮานาโกะ เป็นหนังสือชื่อ "ฮานาโกะ ช้างที่พ่อรัก" ในปีพ.ศ.2549 ค้นได้ชื่อหนังสือภาษาญี่ปุ่นมา Chichi ga Aishita Zou no Hanako (Hanako the elephant that my father loved) Koji Yamakawa

        และมีเป็นสารคดีทางทีวีฟูจิชื่อ Zou no Hanako (2007)(Those Poor Elephants)เป็นเรื่องราวของฮานาโกะทั้งสองสมัยเลย ข้าพเจ้าก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูเรื่องนี้เลยแต่คาดว่าจะคล้ายกับที่ข้าพเจ้าเล่ามาทั้งหมด

ติดตาม เรื่องแปลก ใหม่ ตลก สนุก เซ็กซี่ sexy น่าสนใจอื่น ๆ หรือแวะมาทักทายกัน ได้ที่
www.facebook.com/somphon http://gplus.to/somphon www.twitter.com/samaphon www.facebook.com/somphon.me http://samaphon.blogspot.com/

          ขอขอบคุณที่มา : email