เรื่องแปลก ใหม่ น่าสนใจ ข่าวสาร บันเทิง สนุก เซ็กซี่ sexy ที่คุณ อยากรู้ ที่นี่ครับ ^^

SAMAZshop

Translate

NASA ชี้แจง! 2012 วันโลกาวินาศ ??


ในเวบไซต์ต่างๆ มีการนำเรื่องราว 2012 วันสิ้นโลก ไปกล่าววิพากษ์วิจารณ์ไว้มากมายว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา หาข้อเท็จจริงไม่ได้
แม้ในเวบไซต์ของ NASA (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ) อันเป็นหน่วยงานรัฐ ของสหรัฐฯ ก็เปิดพื้นที่ เพื่อชี้แจงให้ประชาชนอเมริกา และ ทั่วโลก ทราบว่า ข่าวลือดังกล่าว ปราศจากพื้นฐานความจริงใดๆ ทั้งสิ้น
คำถาม มีภัยคุกคามใดๆต่อโลกมนุษย์ในปี 2012 หรือไม่ ? เวบไซต์ในอินเตอร์เนตจำนวนมากระบุว่า โลกจะถึงการอวสานต์ ในเดือนธันวาคม 2012
คำตอบ ไม่มีอะไรร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับโลกมนุษย์ในปี 2012 ดาวพระเคราะห์ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่กันนี้ อยู่มาด้วยดีเป็นเวลากว่าสี่พันล้านปี และนักวิทยาศาสตร์ซึ่งทรงความน่าเขื่อถือทั้งหลายในโลก ไม่พบเหตุของความคุกคามใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับปี 2012 นี้แต่อย่างใด
คำถาม อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของคำพยากรณ์ว่าโลกจะสิ้นสุดในสิ้นปีของปี 2012
คำตอบ เรื่องมันเริ่มต้นด้วยการกล่าวอ้างว่า ดาวนิบิรุ (Nibiru)  ซึ่งเป็นดวงดาวที่กล่าวกันว่า ชาวสุเรเมียน(Suremians) เป็นผู้ค้นพบกำลังพุ่งเข้าหาโลก ในเบื้องต้น คำพยากรณ์กล่าวว่า ความหายนะจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2003 แต่เนื่องจากไม่เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น วันโลกาวินาศจึงถูกเลื่อนไปเป็นเดือนธันวาคม 2012  หลังจากนั้นจึงมีการนำนิทานทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงเข้ากับกับจุดจบของวงวัฎจักรในปฎิทินโบราณของมายัน และนำมาสู่คำพยากรณ์ว่าวันโลกาวินาศคือ วันที่ 21 ธันวาคม 2012
คำถาม จริงหรือที่ว่าปฎิทินของมายันสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2012
คำตอบ ปฏิทินของพวกเราที่แปะอยู่ในห้องครัว ไม่ได้สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม ปฏิทินของมายันก็ไม่ได้จบสิ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เช่นเดียวกัน วันที่ 21 ธันวาคมดังกล่าว เป็นวันสุดท้ายของรอบวงปฏิทินของมายัน ดังนั้น เมื่อปฏิทินของพวกเรา เริ่มใหม่อีกครั้งในวันที่ 1 มกราคม ปฏิทินมายัน ก็เริ่มต้นนับใหม่ ภายหลัง 21 ธันวาคม            
คำถาม มีดาวที่ชื่อว่านิบิรุ หรือ ดาว X หรืออีริส (Eris)ที่กำลังพุ่งเข้าหาโลก และ คุกคามที่จะทำลายดาวเคราะห์ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่นี้หรือไม่
คำตอบ นิบิรุ และเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่พุ่งเข้าหาโลก เป็นเรื่องซึ่งกุขึ้นมาในอินเตอร์เนต ไม่มีพื้นฐานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างเหล่านี้เลย หากคำอ้างที่ว่านิบิรุ หรือ ดาว X กำลังมุ่งหน้าที่จะพุ่งชนโลกในปี 2012 เป็นจริง นักดาราศาสตร์คงจะทำการติดตามดาวดวงนี้มาอย่างน้อยเป็นสิบปีมาแล้ว และ หากเรื่องนี้เป็นจริง วันนี้ เราย่อมสามารถมองเห็นดาวดังกล่าวด้วยตาเปล่าในวันนี้แล้ว ความเป็นจริงก็คือ มันไม่มีดาวดังกล่าว สำหรับ Eris นั้นเป็นเรื่องจริง แต่ดาวดวงนี้เป็นดาวดวงเล็กขนาดเท่าดาวพลูโต และดาวดวงนี้จะอยู่ในวงโคจรรอบนอกของระบบสุริยะ ระยะใกล้ที่สุดซึ่งดาวดวงนี้จะเข้ามาใกล้ ก็คือประมาณ สี่พันล้านไมล์
คำถาม เป็นความจริงหรือไม่ ที่ว่ามีอันตรายที่โลกจะถูกพุ่งชนจากอุกาบาตในปี 2012
คำตอบ โลกมีโอกาสถูกพุ่งชนจากดาวหางหรืออุกาบาตตลอดเวลา แต่การพุ่งชนซึ่งมีความรุนแรงมีน้อยมาก การพุ่งชนที่มีผลกระทบใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป ปัจจุบันนี้ นาซาได้ดำเนินการสำรวจที่เรียกว่า การสำรวจเพื่อปกป้องอวกาศ เพื่อมองหาอุกาบาตขนาดใหญ่ซึ่งอยุ่ใกล้โลก เป็นเวลานานก่อนที่มันจะพุ่งถึงโลก ผลการศึกษา นาซาสรุปว่ายังไม่พบอุกาบาตขนาดใหญ่เช่นที่เคยทำลายไดโนเสาร์มาก่อน งานการสำรวจนี้ ทำกันอย่างเปิดเผย และมีการนำขึ้นเวบทุกวันที่ NEO Program Office website ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปดูได้
คำถาม นักวิทยาศาสตร์นาซา รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึง วันโลกาวินาศซึ่งจะมาถึง
คำตอบ คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับภัยพิบัติหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันในปี 2012 นั้น มันมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์อย่างไร หลักฐานบ่งชี้อยู่ที่ไหน เราไม่พบเห็นอะไรเหล่านั้นเลย
สำหรับการนำเสนอต่างๆ ทั้งในรูปหนังสือ ภาพยนต์ สารคดี หรือในอินเตอร์เนต ต่างๆนั้น ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ ไม่มีหลักฐานที่พอเชื่อถือใดเลย สำหรับการยืนยันว่าจะเกิดเหตุการณืผิดปรกติขึ้นในเดือนธันวาคม 2012
คำถาม มีอันตรายใดๆที่จะเกิดจากพายุสุริยะขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะมีในปี 2012
คำตอบ การปรับเปลี่ยนของพายุสุริยะเกิดเป็นวัฎจักร ซึ่งจะขึ้นถึงจุดสุดยอดทุก 11 ปี เมื่อใกล้ถึงจุดสุดยอดนี้ การปะทุในดวงอาทิตย์อาจทำให้ระบบสื่อสารดาวเทียมได้รับผลกระทบ แม้ในปัจจุบันวิศวกรกำลังเรียนรู้ที่จะพัฒนาระบบอิเล็กตรอนิกส์ที่สามารถทำงานได้ภายใต้พายุสุริยะใดๆก็ได้ แต่ไม่มีความเสี่ยงพิเศษใดๆในปี 2012 จุดสุดยอดของการเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นประมาณปี 2012-2014 และก็เป็นที่คาดว่าจะเป็นวงวัฎจักรสุริยะตามปรกติ ไม่มีความแตกต่างใดจากวัฎจักรซึ่งเคยเกิดมาในประวัติศาสตร์

"แคท อิงลิช" ทูพีช จัดเต็ม ทั้งแรง ทั้งสวย















บรรยากาศ สงกรานต์ ถนนข้าวเหนียว















ญี่ปุ่นยกระดับวิกฤต นิวเคลียร์ฟูกูชิมะถึงขั้น 7

ภาพความเสียหายของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะเมื่อวันที่ 10 เมษายน จากบริษัทเท็ปโก
        เอเอฟพี/เอเจนซี - สำนักงานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น วันนี้ (12) ประกาศยกระดับความรุนแรงของวิกฤตนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านฟูกูชิมะ ไดอิจิ จากระดับ 5 สู่ระดับ 7 ผู้เชี่ยวชาญชี้ เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และสถานการณ์ไม่ร้ายแรงถึงขนาดนั้น 
        
       อย่างไรก็ตาม การยกระดับขั้นสูงสุดของอุบัติเหตุนิวเคลียร์ตามมาตราระหว่างประเทศว่าด้วยเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ (INES) ครั้งนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนความรุนแรงเบื้องต้นของวิกฤต แต่ไม่ใช่สถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งระดับกัมมันตรังสีลดลงอย่างรวดเร็ว 
        
       “นี่เป็นเพียงการประเมินขั้นต้น และต้องการมีการสรุปขั้นสุดท้ายโดยทบวงการพลังงานปรมาณูสากลอีกครั้ง” เจ้าหน้าที่ของเอ็นไอเอสเอ หน่วยงานตรวจสอบดูแลด้านนิวเคลียร์ของรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงร่วมกับคณะกรรมการความปลอดภัยนิวเคลียร์ 
        
       โฆษกสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์กล่าวว่า จากการประเมินแสดงให้เห็นว่าระดับสารกัมมันตรังสีที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะนั้นเป็นเพียง 10% ของสารรังสีที่ถูกปล่อยจากเชอร์โนบิล หรือราว 370,000 เทราเบกเคอเรล โดยมาตรฐานการวัดรังสี 1 เทราเบคเคอเรลเท่ากับ 1 ล้านล้านเบคเคอเรล 
        
       ส่วนคณะกรรมการด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นคณะผู้เชี่ยวชาญกึ่งอิสระที่คอยให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลญี่ปุ่นนั้นกลับประเมินปริมาณรังสีที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้มากกว่า ถึง 630,000 เทราเบคเคอเรลทีเดียว 
        
       อย่างไรก็ดี ฮิเดฮิโกะ นิชิยามะ รองอธิบดีสำนักงานความปลอดภัยดังกล่าวชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งสองแห่งแตกต่างกันมาก เนื่องจากอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลเป็นการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ ที่ปล่อยกัมมันตภาพรังสีระดับสูงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย ขณะที่ฟูกูชิมะ เป็นการระเบิดจากไฮโดรเจนภายในอาคาร แต่เตาปฏิกรณ์ยังไม่บุบสลาย แม้จะพบการรั่วไหลบ้าง 
        
       ขณะที่ เมอร์เรย์ เจนเนกซ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยซานดิเอโก ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ แสดงความเห็นแย้งประกาศดังกล่าวว่า “ผมคิดว่าการยกระดับความรุนแรงเทียบเท่ากับเชอร์โนบิลนั้นมากเกินไป” 
        
       เขาระบุว่า เหตุการณ์ที่เชอร์โนบิลร้ายแรงเนื่องจากมีการระเบิด และไม่มีอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์ แต่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะของญี่ปุ่นนั้นมีอาคารคลุมในสภาพดีอยู่ แม้บ่อแช่แท่งเชื้อเพลิงเกิดไฟลุกไหม้ 
        
       “ผมไม่เห็นว่าทั้งสองแห่งนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน หากพวกเขาต้องการยกระดับเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ผมคิดว่าพวกเขามองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป” เขาเสริม 
        
       นอกจากนี้ เคนจิ ซูมิตะ อาจารย์มหาวิทยาลัยโอซากา ชี้ว่าการยกระดับขึ้นถึงขั้น 7 นั้นมีนัยทางการทูตร้ายแรง ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกประชาชนว่าอุบัติเหตุดังกล่าวอาจสร้างปัญหาให้กับประเทศเพื่อนบ้านของพวกเขาได้ “ผมคิดว่าระดับ 7 นั้นรุนแรงเกินไป” 









ภาพหลุด! น้องเพ้นท์กับกิ๊กเก่า ก่อนจะมาเป็นพี่โดม เค้าว่างั้นนะ





ติดตาม เรื่องแปลก ใหม่ ตลก สนุก เซ็กซี่ sexy น่าสนใจอื่น ๆ หรือแวะมาทักทายกัน ได้ที่
www.facebook.com/somphon http://gplus.to/somphon www.twitter.com/samaphon www.facebook.com/somphon.me http://samaphon.blogspot.com/

          ขอขอบคุณที่มา : email