เรื่องแปลก ใหม่ น่าสนใจ ข่าวสาร บันเทิง สนุก เซ็กซี่ sexy ที่คุณ อยากรู้ ที่นี่ครับ ^^

SAMAZshop

Translate

คนไร้เพศ ( อย่างเป็นทางการ ) คนแรก ของโลก


นี่คือคนไร้เพศคนแรกของโลก
ตามประวัติ เกิดเป็นชาย ต่อมาไปผ่าตัดแปลงเพศเป็นหญิง
ไปๆมาๆ เกิดไม่พอใจในเพศใหม่ของตัวเิอง ก็เลยยื่นเรืองขอเป็นคนไม่มีเพศไปเสียเลย
ทางการรัฐในออสเตรเลียก็โอเคเนชั่นเสียด้วย
ก็เลยกลายเป็นบุคคลไร้เพศ (อย่างเป็นทางการ) คนแรกของโลก
จะเรียกนายก็ไม่ได้ นาง หรือนางสาวก็ไม่ได้
เขาก็ไม่ได้ เธอก็ไม่ได้

คนๆนี้ชื่อ Norrie May-Welby  

มาลดความอ้วนด้วย กล้วยมื้อเช้า ( สำหรับคนอยากผอม นิ ;)


หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณ ฮามาจิ (จิน วาตานาเบะ) 
เค้าเป็นกูรู ผู้นำเสนอหลักการกล้วยมื้อเช้าเป็นคนแรก (เริ่มนำเสนอในปี 2006) 
โดยคนคิดค้นหลักการนี้ก็คือ เภสัชกร นักเวชศาสตร์ป้องกันซึ่งเป็นภรรยาของเค้าเอง 
ชื่อ คุณ สิมิโกะ วาตานาเบะ 
กล้วยมื้อเช้าที่เป็นหลักการที่ฮอตฮิตมากๆ ที่ญี่ปุ่นเลยหล่ะ 
แบบที่บนหน้าปกหนังสือนี้บอกว่าขายมาแล้วกว่า 1 ล้านเล่มที่ญี่ปุ่น 
ปรากฏการณ์กล้วยมื้อเช้าที่ญี่ปุ่น ทำให้ในปี 2008 ราคากล้วยที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 20%, 
กล้วยใน supermarket จะหมดก่อนบ่ายสามโมง 
และญี่ปุ่นต้องนำเข้ากล้วยเพิ่มขึ้นถึง 25%  เลยทีเดียววว 

เห็นแบบนี้แล้วชักอยากรู้แล้วใช่มั้ยหล่ะ ว่าหลักการของกล้วยมื้อเช้าเป็นยังไง 
เรามีสรุปมาให้แล้วสั้นๆ แต่แนะนำว่าให้ไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านกัน 
เพราะในหนังสือเค้าจะอธิบายละเอียดเลยว่าทำไมหลักการของกล้วยมื้อเช้าถึง work , 
มีตัวอย่างของคนที่ปฏิบัติแล้วเห็นผลแตกต่างกันมาเล่า, มีภาพประกอบที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และ มีคำตอบของ FAQ ที่คนเค้าถามคุณฮามาจิมาด้วย 
บางอันตรงกับที่เราอยากถามพอดีเลย

กล้วยที่รอกินอยู่ วางแผ่ๆไว้ :D

อร่อยสุดต้องกล้วย Dole ขายตาม Tops, Carrefour, Tesco 4 ลูก 30-35 บาท 
ไปวันที่มีเยอะๆจะเลือก Size ใหญ่ๆได้แบบนี้ ลูกเดียวอิ่มเลย
(ที่ Tops คุณภาพดีสุด Spot rewards ได้ลดเหลือ 30 บาท)


หลักการของกล้วยมื้อเช้า มี 8 ข้อ (สรุปจากหนังสือหน้า 38 - 43) 
    1. กินกล้วยหอมอย่างเดียวในมื้อเช้า เคี้ยวให้ละเอียดปล่อยให้ลิ้นได้รับรสอร่อยของกล้วย 
    จะกินกี่ลูกก็ได้ (เรากิน 1-2 ลูกแล้วแต่วัน คุณฮามาจิตอนเริ่มทำใหม่ๆกิน 4 ลูก ตอนหลังๆลดเหลือ 2 ลูก) 
คนที่ไม่ชอบกินกล้วยหอมจริงๆจะเลือกกินผลไม้อื่นก็ได้ แต่ให้เป็นชนิดเดียวอย่ากินปนกันหลายอย่าง
ที่คุณฮามาจิเลือกกินกล้วยหอม เพราะ กล้วยหอมทานง่าย และมีประโยชน์มากเลย 
    ถ้ากินกล้วยแล้วรู้สึกว่ายังหิวอยู่ ให้เว้นระยะซัก 15-30 นาที แล้วค่อยทานอย่างอื่นได้ 
(เค้าแนะนำให้กินพวกอาหารประเภทข้าว เช่น ข้าวปั้นโอนิงิริ ชั้นต้องไป Paragon มั้ยเนี่ย :D) 

    2. ดื่มเฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้นและดื่มบ่อยๆ 
    เครื่องดื่มที่ดื่มกับกล้วยหอมในตอนเช้า เค้าให้ดื่มน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง 
ถ้าจะดื่มอย่างอื่นก็ให้เว้นระยะ 15-30 นาทีเหมือนเดิม หลักการของกล้วยมื้อเช้า 
เค้าให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆตามที่ต้องการ เค้าว่าการดื่มน้ำเปล่าจะทำให้ประสาทรับรสชาดดีขึ้น กระเพาะและลำไส้ทำงานน้อยลง พอรับรสชาดได้มากขึ้น ความต้องการอาหารในแต่ละมื้อจะลดลงเอง แต่ นานๆครั้งจะนอกใจไปดื่มอย่างอื่นก็ไม่เป็นไร กล้วยมื้อเช้าเน้นสบายๆ ไม่เครียด 

    3. กินอาหารกลางวันตามปกติ 
    มื้อกลางวันกินอะไรก็ได้ แต่ขอให้เคี้ยวให้ละเอียด รับรสชาดอาหารให้เต็มที่ 
เพราะถ้าเราทานอาหารกลางวันน้อยๆเราก็อยากจะทานขนมมากขึ้น เค้าให้ทานให้เต็มที่ปเลย แต่อยากให้เน้นที่อาหารประเภทข้าว เค้าให้ทานข้าวเยอะๆลดปริมาณกับข้าวลง 

    4. กินของว่างได้ตอนบ่ายสาม 
    จริงๆเค้าว่ากินของว่างได้ทุกวันหากต้องการ แต่เพื่อม่ให้กินมากเกินไปเลยจำกัดให้กิน 1 อย่างต่อวัน เค้าแนะนำให้กิน Chocolate หรือ ขนมญี่ปุ่น (คนแปลบอกว่า มักทำจากแป้ง ถั่ว น้ำตาล) พวกไอศกรีม โดนัท มันฝรั่งทอด เค้าว่านานๆครั้งดีกว่า แต่ถ้าอยากให้ไดเอ็ทเห็นผลเร็ว เค้าให้เลือกกินผลไม้ แต่เลือกกินชนิดเดียวพอนะ อย่าปนๆกัน 

    5. กินอาหารเย็นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 
     ถ้าเราทานอาหารเย็นดึกจนเกินไป ตอนนอนกระเพาะลำไส้ก็ยังไม่ได้พัก ทำให้ร่างกายไม่สามารถขจัดความเหนื่อยล้าที่มีในแต่ละวันได้ อันเป็นสาเหตุของการอ้วน กล้วยมื้อเช้าบอกให้เราทานอาหารเย็นประมาณ 6 โมง และดึกสุดไม่เกิน 2 ทุ่ม ถ้ายากก็ลองขยับให้เร็วขึ้นสัก 30 นาทีดูก่อน และให้ฝึกไม่กินของหวานหลังอาหารเย็นด้วย ให้กินของหวานแค่บ่ายสามเท่านั้น (อันนี้ยากเหมือนกัน เราก็ทำไม่ได้ 555 ยังกินของหวานนิดๆหน่อย วันละ 2-3 ครั้งอยู่เลย 
แต่ก็พยายามลดนะ) 

    6. นอนก่อนขึ้นวันใหม่ 
    พยายามนอนเร็วให้เป็นนิสัย ดึกสุดไม่เกินเที่ยงคืน การนอนเร็ว และท้องไม่เต็มไปด้วยอาหาร จะทำให้นอนหลับสบาย ร่างกายเราจะฟื้นฟูสภาพกันตอนหลับนี่แหละ 

    7. ออกกำลังกายเมื่อต้องการออก อย่าหักโหม 
    การออกกำลังกายเค้าให้ทำอย่างพอเหมาะ ทำให้ร่างกายสดชื่น การออกกำลังกายอย่างหักโหม ร่างกายจะรู้สึกทรมานไม่เป็นผลดีเอา เค้าแนะนำให้แกว่งแขนสองข้างขึ้นลงเนี่ยแหละให้ผลดีกับการไดเอ็ทมากกว่าที่คิด 

    8.จดบันทึกไดอารี่ให้เป็นนิสัย พร้อมเปิดเผยให้คนอื่นอ่านด้วย 
    การจดบันทึกไดอารี่ไว้ เช่น จดลงบล็อคมีข้อดีคือ จะมีคนมาคอยเชียร์ มาให้คำแนะนำ 
เป็น บ่อเกิดของ กำลังใจได้ (เราก็จดแต่ไม่ให้ใครดูยังเขินอยู่ 555) 
อันนี้เป็นตัวอย่าง ไดอารี่ จากหนังสือหน้า 103 
มื้อเช้า          7:10 กล้วย 2 ลูก, น้ำเปล่า 
มื้อกลางวัน    12:00 ข้าวกล่องเอามาเอง (จดละเอียดว่าอะไรบ้าง), ไก่ทอด 2 ชิ้น, น้ำเปล่า 
อาหารว่าง      15:00 ช็อกโกแลตบาร์ครึ่งแผ่น, น้ำเปล่า 
มื้อเย็น          19:00 ข้าวแกงกะหรี่ 1 จาน, สลัดมันฝรั่ง, ซุป, น้ำเปล่า 
มื้อดึก           21:00 ส้ม 2 ลูก, น่ำเปล่า 

เวลานอน       23:30 
ออกกำลังกาย     หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหาร 
การถ่าย        ดีมาก 
น้ำหนัก         59.8 กิโล เทียบกับอาทิตย์ที่แล้ว -0.5 โล 
ข้อคิดเห็น 
วันนี้งานยุ่งมากๆ สงสัยช่วงนี้ต้องทำโอทีซักหน่อยแล้ว วันนี้หายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนอาหารได้ครบทุกมื้อ เคี้ยวข้าวละเอียดๆค่อยๆให้ลิ้นรับรู้รสชาดได้แล้ว 
จะเห็นว่าเค้าจดละเอียดเหมือนกันว่า กินอะไรตอนไหนอย่างไร เราก็พยายามจดอยู่นะ ข้อดีคือได้บันทึกน้ำหนักทุกวันนี่ว่าเท่าไหร่แล้ว และก็รู้ด้วยว่ากินอะไรไปบ้าง พอถึงตรงออกกำลังกายจะได้รู้ว่าวันนี้ได้ทำรึยัง ข้อคิดเห็นก็จะบอกได้ว่า วันนี้เครียดมาก หรือ น้อยยังไง เพราะมีผลต่อการไดเอ็ทนะ 
ผลหลังจากทำกล้วยมื้อเช้าแล้ว 
    บางคนอาจจะอยากรู้ว่า เราทำกล้วยมื้อเช้าแล้วมันเห็นผลยังไง เราทำมาได้ประมาณ 3 อาทิตย์แล้ว แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดทำเป๊ะๆทุกข้อนะ ยิ่งเรื่องทานข้าวเย็นก่อน 2 ทุ่ม นี่หลุดหลายวันเลย ของว่างก็ห้ามใจไม่อยู่ กินวันละหลายครั้งเหมือนกัน แต่น้ำหนักก็ลดลงอ่ะ (จาก 49.4 เป็น 48.3) แต่ที่เห็นชัดๆคือ เรื่องของการขับถ่าย ปกติก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่บ้างวันมันเยี่ยมมากๆ แบบหมดไส้ไปเลย ตอนนี้หน้าท้องแบนมั๊กๆ ชอบ 
    ที่แนะนำให้เพื่อนๆทำ สิ่งแรกที่เค้าจะเห็นผลเลยคือเรื่องของการขับถ่ายนี่แหละ ในหนังสือบอกว่าบางคนมีอุจจาระตกค้างเยอะมากที่ร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ เพื่อนๆที่ทำคนนึงน้ำหนัก 116 กิโล ทำกล้วยมื้อเช้าได้ 4 วัน น้ำหนักลงไป 2 โล คือเค้า งง มากว่ามันมากจากไหนเยอะเลย (เริ่มเหมือนพวกโฆษณาชวนเชื่อ) อีกคนหนัก 73 ทำมาพร้อมๆกัน ตอนนี้ลงไปแล้วโลครึ่ง เพราะขับถ่ายดีมั๊กๆ 
    

สุดยอด โรงแรม ลอยน้ำ


สถานที่แรกคือ โรงแรมคิงแปซิฟิคลอดจ์หรือ (King Pacific Lodge) ตั้งอยู่บนเรือท่องเที่ยวลำหนึ่ง ลูกค้าสามารถได้รับการบริการระดับ 5 ดาว วิธีการเข้าออกโรงแรมมีทางเดียวก็คือโดยสารเครื่องบินน้ำ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมทุกปี โรงแรมแห่งนี้จะเปิดให้บริการที่เกาะพรินเซส โรยัล (Princess Royal Island) ประเทศแคนนาดา

และอันดับต่อมาคือ โรงแรมรีฟ เวิลด์ เป็นโรงแรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชีวภาพในออสเตรเลีย มีห้องพักใต้น้ำ 8 ห้อง ฝาผนังของห้องน้ำเป็นกระจก ลูกค้าสามารถชมวิวใต้น้ำได้ และมีห้องสปาด้วย



แน่นอนว่าอันดับนี้คงสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย ซึ่งก็คือ โรงแรมโอเบรอย อูไดวิลาส ระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ใจกลางของทะเลสาบพิซิโอลาของ อินเดีย มีลักษณะเหมือนพระราชวังของอินเดีย มีลาน บ้านที่สวยงาม และมีน้ำพุตลอดจนสวนดอกไม้ที่หรูหรา ซึ่งขอรับรองว่าคุณจะได้สุขสำราญแบบราชาอย่างแน่นอนค่ะ 

อันดับต่อไปนี้คุณอาจต้องดำดิ่งลงมาพักถึงใต้น้ำ เพราะสถานที่ที่เราจะพาไปคือ โรงแรมคอนรัด (Conrad) ของ มัลดีฟส์ โรงแรมที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะส่วนบุคคลสองแห่งในมหาสมุทรอินเดีย

ส่วนหนึ่งของโรงแรมตั้งอยู่บนเกาะ แต่ส่วนใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำทะเลระหว่างสองเกาะ มีวิลล่าเหนือผิวน้ำสุดหรู 50 หลัง มีภัตตาคารใต้น้ำที่ก่อสร้างขึ้นด้วยกระจกทั้งหลัง และสปา ลอยน้ำด้วย
และอีกหนึ่งที่ที่ไม่สามารถหยุดความอเมซิ่งแบบสุดๆ ก็คือ โรงแรมโรเตติ้ง ทาวเวอร์ (Rotating Tower) ของ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (กำลังก่อสร้างอยู่) หลังสร้างเสร็จ โรงแรมโรเตติ้ง ทาวเวอร์ที่มีความสูง 100 เมตรจะกลายเป็นสิ่งอัศจรรย์ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม 

ต่อมาพบกับความสุขสบายริมทะเลกับ โรงแรมปุนตา คาราโคล ใน ปานามา ลูกค้าจะสัมผัสมนต์เสน่ห์ของทะเลแคริบเบียน ตกปลา ดำน้ำและผจญภัยในป่าโซนร้อนได้

หนี้ร้อนลงทะเลกันอีกรอบกับการนั่งเรือจากกรุงมาเล เมืองหลวง มัลดีฟส์ 15 นาทีก็จะถึงโรงแรมซิก เซ็นส์ โรงแรมนี้มีวิลล่าในทะเลส่วนตัว
ย้อนเวลาไปสู่ความเป็นอดีตกันที่ โรงแรมดรากอน อินน์ โฟลติ้ง รีสอร์ต (Dragon Inn Floating Resort) ของ มาเลเซีย สร้างห้องนอนอยู่บนเสาค้ำ หลังคาเป็นรูปใบต้นพาล์ม โครงสร้างของโรงแรมทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนนอนอยู่ในหมู่บ้านลอยน้ำ "บาจาว" (Bajau) ที่สืบทอดลงมาจากโบราณกาล 


ลอยลัดฟ้าลงมาสู่ท้องทะเลกันอีกครั้งที่ โรงแรมลากูน รีสอร์ต แอนด์ สปา(Lagoon Resort & Spa) ใน เกาะโบรา โบรา (Bora Bora) ของโปลินีเซีย โรงแรมประกอบขึ้นด้วยห้องลอยน้ำ 44 แห่ง นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกใช้ห้องนอนแบบสวนดอกไม้ที่สร้างอยู่บนหาดทรายได้ 

ฮานาโกะ ช้างไทยไปดัง ในสวน สัตว์ญี่ปุ่น

 

 ช้างฮานาโกะที่ข้าพเจ้าจะเล่าถึงนี้อยู่ในสวนสัตว์ที่ญี่ปุ่นนานถึง 2 ชั่วอายุคน คือตั้งแต่รุ่นคุณพ่อเป็นเด็กไปเที่ยวสวนสัตว์ก็เคยเห็น พอมีลูกพาลูกไปสวนสัตว์ ฮานาโกะก็ยังเฉิดฉายให้เห็นแม้จะแก่ชราไปมากแล้วก็ตาม และเรื่องราวของเจ้าหล่อนตัวนี้ก็กระฉ่อนมากในญี่ปุ่น ทั้งเป็นหนังสือให้อ่าน รึกึ่งสารคดีทางทีวีให้ดูก็มี

        มามะข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง.... ที่ญี่ปุ่น ช้างจัดว่าเป็นสัตว์ที่ผู้คนให้ความชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ช้างไปโผล่ที่ไหนเป็นได้ถูกรุมกรี๊ดกร๊าดปานซุปเปอร์สตาร์เลยทีเดียว น่าจะพอๆกับบ้านเราที่เห่อหมีแพนด้ากันนั่นแหล่ะ

        ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้ส่งช้างไปให้ญี่ปุ่นเพื่อเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

        หนึ่งในนั้นคือ ช้างพังวันดี ไปถึงญี่ปุ่นตั้งแต่กลางปีพ.ศ. 2478 ตอนนั้นอายุ 18 ปีแล้ว .... พังวันดีไปถึงญี่ปุ่นก็ถูกขนานนามใหม่ว่า "ฮานาโกะ" ฮานะแปลว่าดอกไม้ ส่วนโกะแปลว่าเด็กน้อย ชื่อดูอ่อนหวานน่ารักมาก และฮานาโกะก็ดังมากที่ญี่ปุ่นทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบฮานาโกะกันทั้งนั้น เพราะญี่ปุ่นไม่มีช้างเป็นสัตว์ประจำถิ่นให้พบเห็น

* สำหรับชื่อวันดีนี้ข้าพเจ้าได้ยึดตามข้อมูลของสถานเอกอัคราชทูต ณ โตเกียว แต่ไปอ่านเจอบางข้อมูลเขียนว่า wanli (วัลลี)

ฮานาโกะ(Wanli)ตัวทางซ้าย ส่วนทางขวามือชื่อ Tonky เมื่อ พ.ศ.2486 ไม่นานก่อนฮานาโกะจะเสียชีวิต


        ฮานาโกะประจำการอยู่ ณ สวนสัตว์อุเอะโนะที่เมืองหลวงกรุงโตเกียว เป็นขวัญใจชาวประชาได้ไม่กี่ปีก็เกิดสงครามโลกครั้งที่2ขึ้น(พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2488)ระหว่างสงครามนั้นเองฮานาโกะก็ได้ล้มลง(เสียชีวิต)ในปีพ.ศ.2486 บอกสาเหตุอย่างคลุมเครือว่าล้มเพราะขาดอาหารในสภาวะสงคราม ส่วนข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับนโยบายของกองทัพญี่ปุ่นในขณะนั้นค่อยๆเล่าทีหลังแล้วกัน (ข้าพเจ้าอยากให้เรื่องราวยังน่ารักต่อเนื่องอยู่ก่อน...)

        พอฮานาโกะจากไปอย่างไม่หวนกลับ เด็กๆที่โตเกียวก็ร่ำร้องอยากได้ช้างตัวใหม่ ทางรัฐบาลก็เอาใจเด็กๆโดยติดต่อกับทั้งทางไทยและอินเดียเพื่อขอช้างเชือกใหม่ไปไว้ที่สวนสัตว์ ช้างพังคชาจากเมืองไทยอายุ 2 ปี และพังอินทิราจากอินเดีย ทั้งคู่ต่างลงเรือจากคนละที่มุ่งสู่แดนอาทิตย์อุทัย เมื่อปี พ.ศ.2492 ช้างทั้งสองไปถึงก็มีการเฉลิมฉลองรับขวัญช้างกันอย่างเอิกเกริก แต่ดูเหมือนว่าในตอนนั้นพังอินทิราจะได้รับความนิยมมากกว่า

ที่ท่าเรือโกเบ คนมารอรับเพียบ พังคชาดูอยากรู้จักผู้คนมาก ไม่เก้อเขินเลย


ภายในสวนสัตว์อุเอะโนะ งานเลี้ยงต้อนรับพังคชาอย่างใหญ่โต


        ตอนแรกๆผู้ดูแลชาวญี่ปุ่นเรียกพังคชาว่า คชาโกะ ซึ่งต่อมาทางสวนสัตว์อุเอะโนะจัดโครงการให้ชาวญี่ปุ่นช่วยกันตั้งชื่อให้ ใหม่ในภาคภาษาญี่ปุ่นและชาวประชาต่างก็โหวตให้กับชื่อ "ฮานาโกะ" อีกครั้งชื่อเดียวกับช้างตัวเดิมที่จากไปเมื่อครั้งสงครามที่ผ่านมา และณ บัดนี้ ความน่ารักของฮานาโกะน้อยก็เริ่มต้นขึ้น

         ฮานาโกะโชว์ตัวอยู่ที่สวนสัตว์อุเอะโนะได้ 5 ปี(ฮานาโกะ 7 ปี)ก็ย้ายไปที่สวนสัตว์ Inokashira(ยังคงอยู่ในโตเกียว) ที่นี่ในโซนช้างแล้วมีเพียงฮานาโกะเชือกเดียวเป็นดาวเด่นอยู่ยาวนานจนปัจจุบัน ตอนนี้คุณยายฮานาโกะอายุ 62 ปีแล้วค่ะ

         มาดูบ้านหลังใหญ่ของฮานาโกะที่ทางสวนสัตว์สร้างให้ อาจช่วยบรรเทาอาการร้อนรุ่มของหลายๆคนที่เห็นเหล่าแพนด้าทั้งหลายถูกประคบประหงมราวไข่ในหิน ฮานาโกะเราก็ถูกเอาใจไม่ต่างกันเลยค่ะ โดยมีพื้นที่ 260 ตร.ม. แบ่งเป็นลานกลางแจ้งเอาไว้โชว์ตัวกับห้องพักในร่ม


ภายในที่พักของฮานาโกะ ที่นอนปูด้วยหญ้าบด


เล่นน้ำโชว์ในหน้าร้อน สนุกจริงๆเชื่อฮานาโกะเหอะ


        มุกเด็ดของฮานาโกะน่าจะเป็นรายการ"ชวนมาเล่นน้ำกับฮานาโกะ" โดยยื่นสายยางให้ผู้ชม น่าจะเรียกเสียงฮาได้ดีทีเดียว เล่นแบบนี้แล้วจะไม่หลงรักได้ไง เนอะ

        หนึ่งในนิสัยของฮานาโกะคือชอบเป็นจุดสนใจ ชอบให้คนมามุงดู มีคนเล่าว่าเวลาฮานาโกะมายืนโชว์ตัว นอกจากเล่นสายยางแล้วก็จะตดเสียงดังมาก คนก็เฮฮากันลั่นเลยสิ ไม่รู้ว่าเป็นธรรมชาติของฮานาโกะรึเป็นการเรียกร้องความสนใจด้วยการสร้างภาพและเสียงประกอบนะคะ ฮ่า

         โชว์กินกล้วย อาจดูไม่ใช่ความสามารถพิเศษอะไร ทว่ากิจกรรมประจำวันนี่แหล่ะที่ข้าพเจ้าว่าน่ารักน่าใคร่กว่าโชว์ยากๆเป็นไหนๆ ป้อนให้จับกินทีละลูกไม่ทันใจ มีเร่งพี่เลี้ยงด้วยนะคะ เลยเพิ่มเป็นใช้งวงจับทีละสามสี่ลูกซะเลย อาจเป็นการโชว์การใช้งวงก็ได้นะ

พี่ขาอย่าช้า ฮานาโกะยังไม่อิ่มเลย เอาอีกเยอะๆได้ป่าว


         อายุเลยแซยิดมาแล้วจะไม่มีเหตุการณ์สะเทือนใจสำหรับฮานาโกะเลยก็จะสมบูรณ์แบบไป ในปีพ.ศ.2499 (อายุ 9 ปีเทียบกับในคนก็เรียกว่ากำลังจะก้าวจากเด็กเล็กไปเป็นเด็กวัยรุ่น) เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นคือ ฮานาโกะทำร้ายคนเมาที่แอบเข้ามาในโรงเลี้ยงช้างตอนกลางคืนจนเสียชีวิต และต่อมาพ.ศ.2503 ฮานาโกะก็ทำร้ายพี่เลี้ยงเสียชีวิตไปอีกคน

         ครั้งแรกอาจเพราะเป็นคนนอกเข้ามาในยามวิกาลทำให้ฮานาโกะตกใจกลัว( ฮานาโกะมีนิสัยขี้ตกใจ) และเผลอทำร้ายเข้า แต่ครั้งที่สองที่ทำร้ายพี่เลี้ยงที่คุ้นเคยกัน บวกกับฮานาโกะมีอาการหวาดระแวง สูญเสียความเชื่อใจคน ทางสวนสัตว์จึงลงโทษและหมายหัวว่าเป็นตัวอันตรายด้วยการล่ามโซ่ทั้งสี่ขา สุขภาพจิตเลยย่ำแย่ ซึมเศร้ามาก ร่างกายก็ซูบผอมลงไปมาก คนที่มาเยี่ยมชมก็เริ่มรับไม่ได้และสงสารฮานาโกะ มีคนเขียนจดหมายมาขอร้องให้ทางสวนสัตว์ดูแลฮานาโกะให้ดีเหมือนเดิม

ช่วยกรุณาดูแลฮานาโกะดีๆนะคะ ฮานาโกะน่าสงสารมาก


         โลกอึมทึมของฮานาโกะกลับสดใสขึ้นอีกครั้งเมื่อคุณเซอิโซ ยามาคาวะ มาเป็นพี่เลี้ยงให้ฮานาโกะ ดูแลฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของฮานาโกะให้กลับมาวางใจคนได้อีกครั้ง

        แม้ฮานาโกะจะจะไม่ถูกล่ามแล้ว คืนดีกับคนก็แล้วแต่ฮานาโกะยังผอมมากเพราะช่วงตรอมใจร่างกายย่ำแย่คงส่งผลกระทบถึงฟัน ฮานาโกะฟันร่วงจนเกือบหมดตั้งอายุเพียง 36 ปี (พ.ศ.2526)ทางสวนสัตว์ต้องจัดเมนูอาหารให้เหมาะกับสภาพของฮานาโกะ กินอาหารที่เคี้ยวง่ายๆชิ้นเล็กๆ
จนสภาพร่างกายกลับมาสมบูรณ์ได้อีกครั้ง พี่เลี้ยงต้องดูแลใกล้ชิดมากตลอดเวลาอาจเป็นสาเหตุให้ฮานาโกะติดคนมากอยู่ตัวเดียวไม่ค่อยได้ ขี้เหงาใช้ได้เลยนะเนี่ย

อาหารพอคำของฮานาโกะ แม้แต่เพื่อนนกก็ติดใจ


        อีกทั้งเท้าของฮานาโกะก็ต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ ในสัตว์ใหญ่ๆใช้เท้ารับน้ำหนักตัวตลอด เท้าจึงสำคัญมาก ฮานาโกะหนักถึง 3000 กิโลกรัมยืนตลอดวันและคืน อาจล้มตัวนอนบ้างสัก 1/2-1 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะยืนหลับ ถ้าเท้าเจ็บทรงตัวยืนไม่ได้นั่นหมายถึงอันตรายถึงชีวิตเลยล่ะค่ะ พี่เลี้ยงจะตรวจเท้าและทำความสะอาดเท้าและเล็บ ตัดเล็บ ทาน้ำมันให้ฮานาโกะทุกวัน กิจวัตรนี้จึงกลายเป็นโชว์น่ารักๆอย่างหนึ่งของฮานาโกะ โดยจะคอยยกเท้าให้พี่เลี้ยงตรวจทีละข้างแบบรู้งานมาก คือจัดให้ไม่ต้องสั่ง

ท่านผู้ชมคะ อย่าคิดไปเชียวว่าเท้าของฮานาโกะตัวเบิ้มแบบนี้จะหนาตามภาระอันหนักอึ้ง ตรงกันข้าม เท้าเค้าบอบบางมาก หนังที่หลังของช้างต่างหากที่หนามากเป็นพิเศษ
แต่ข้าพเจ้าว่ายังบางกว่าพวกโกหกออกทีวีรายวันอีกนะคะ ฮ่า...เอิ๊ก


         พี่เลี้ยงคนปัจจุบันของฮานาโกะเล่าถึงนิสัยของฮานาโกะที่คล้ายๆคนเข้าไปทุกที เช่นว่าตกใจกลัวและไม่ชอบเสียงดังๆของรถพยาบาล หรือฟ้าร้อง เจอเป็นต้องวิ่งไปรอบๆลาน ที่กลัวอีกอย่างคือกลัวถูกทิ้งให้อยู่ตัวเดียว ชอบให้คนอยู่ใกล้ๆ ฮานาโกะเคยเจอเพื่อนช้างตอนเด็กๆเท่านั้น พอย้ายมาที่นี่ก็อยู่ตัวเดียวมาตลอด เจอแต่คน จึงนับคนเป็นพวกเดียวกันไปซะแล้ว

         เวลาถูกพี่เลี้ยงดุและตำหนิบางทีก็แสดงอาการเศร้าสำนึกผิด บางทีก็ทำเสียงฟึดฟัดแสดงอาการไม่พอใจก็มี (อันนี้เหมือนหมาของชั้นมากกก)

         ฮานาโกะระงับอารมณ์บางอย่างได้ด้วยนะ อย่างเวลามีคนที่ฮานาโกะไม่ชอบอยู่ใกล้ๆ จะทำหน้าเฉยๆ แต่พอลับตาก็แสดงอาการที่เก็บกดทันที ทำไงน่ะรึ ก็ใช้งวงคุ้ยขยะ ปาข้าวของว่อนเลยน่ะสิ 555 อันนี้จะมากไปมั้ยฮานาโกะ ช่างทำจริง แบบชั้นเกลียดแกมากแต่ชั้นผู้ดีนะยะไงไม่รู้ เนอะ

         บางเรื่องก็อย่าไปหาเหตุผลอะไรกับฮานาโกะเลย เช่นว่าฮานาโกะจะเหลืออาหารชิ้นสุดท้ายไว้เสมอ ...อยากได้แฟนหล่อมั้ย 5555 รึเป็นชิ้นเกรงใจกลัวหมดกลัวไม่ผู้ดีมั้ยฮึ รึอยากแบ่งให้พี่เลี้ยงตอบแทนที่ดูแลกัน

         แล้วที่กวนมากอีกเรื่องคือ ไอ้ประตูที่เค้าจัดไว้ให้เดินเข้าออกที่นอนกับลานโชว์ตัว เจ้าหล่อนก็ไม่ใช้ จะอ้อมไปเข้าออกทางประตูด้านนอกเท่านั้น อาจไม่ชอบให้ใครมากำหนดกฎเกณฑ์ให้มั้ง อยากตัดสินใจเอง(หลายคนก็แบบนี้เลยนะคะ 5555)

         เดี๋ยวนี้ฮานาโกะสุขสบายตามอัตภาพ ของช้างสูงวัย 62 ปี ฟันซี่เดียว สูงวัยที่สุดในบรรดาช้างด้วยกันในญี่ปุ่นแล้วค่ะ เพราะเมื่อ 17 ก.ย. พ.ศ.2552ที่ผ่านมาช้างอุเมโกะ(จากไทย)อายุ 62 ปีเพิ่งเสียชีวิตไป ตำแหน่งนี้เลยตกแก่ฮานาโกะโดยปริยาย

ฮานาโกะก็รักทุกคน อย่าลืมแวะมาเยี่ยมฮานาโกะด้วยนะคะ


เพิ่มเติมเพื่อการันตีความโด่งดังของฮานาโกะ 

         ลูกชายของคุณยามาคาวะ ได้เรียบเรียงเรื่องราวที่น่าประทับใจระหว่างพ่อของเค้ากับฮานาโกะ เป็นหนังสือชื่อ "ฮานาโกะ ช้างที่พ่อรัก" ในปีพ.ศ.2549 ค้นได้ชื่อหนังสือภาษาญี่ปุ่นมา Chichi ga Aishita Zou no Hanako (Hanako the elephant that my father loved) Koji Yamakawa

        และมีเป็นสารคดีทางทีวีฟูจิชื่อ Zou no Hanako (2007)(Those Poor Elephants)เป็นเรื่องราวของฮานาโกะทั้งสองสมัยเลย ข้าพเจ้าก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูเรื่องนี้เลยแต่คาดว่าจะคล้ายกับที่ข้าพเจ้าเล่ามาทั้งหมด

เมืองโบราณทั่วโลก ที่จมอยู่ใต้น้ำ เก่ากว่า ( มหาปิรามิดกิซาห์ )

สิ่ง ก่อสร้างโบราณที่แสดงถึงความเจริญของมนุษย์ ที่เราเรียนมาในตำราเรียนส่วนใหญ่นั้นอายุไม่เกิน 3,000 ปีเพราะตำราเรียนมักจะใช้สมมุติฐานว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่สูง ขี้นเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงบ่งบอกว่ามนุษย์และอารยธรรมโบราณในหลายๆ พี้นที่มีความเจริญก้าวหน้าสูงโดยดูที่ขนาดของหินที่ใช้ก่อสร้างและวิธีการ ก่อสร้าง หลายๆที่ไม่มีความเจริญมากนัก และหายไปด้วยเหตุผลบางประการซี่งอาจจะเกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ แล้วกลับมาเจริญใหม่อีกครั้ง หลักฐานเหล่านี้อยู่ในรูปของสิ่งก่อสร้าง และ โบราณวัตถุ ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 5000 ปี และหลักฐานทางภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงที่ทำให้เมืองหลายๆเมืองจมอยู่ใต้ น้ำ 
 

อุทยาน Yonaguni ที่ญี่ปุ่นติดกับใต้หวัน

เป็น อุทยานหินขนาดใหญ่ซี่งมีการค้นพบเมื่อปี 1987 อุทยานนี้มีอายุเก่าแก่ประมาณหมื่นปี และคาดว่าสร้างขึ้นสมัย Ice Age ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะสูงขี้นถีงปัจจุบัน ส่วนแนวของประการังบริเวณนั้นมีอายุประมาณ 6 พันปี ซี่งบ่งบอกว่าน้ำทะเลได้ท่วมขี้นมาในบริเวณนี้ ซึ่งตรงกับประวัติศาสตร์คำเล่าต่างๆ เกี่ยวกับน้ำท่วมโลก ส่วนคนที่อาศัยอยู่ที่นั้นได้มีหลักฐานว่ามีอายุเก่าแก่ถีง 32000 ปี แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้าของโลกนั้นมีมานานกว่าที่เล่ากันใน ประวัติศาสตร์ที่เรียนกันมา และจะเห็นว่าคนโบราณจะเน้นการใช้วัสดุที่ทำจากหินมากกว่าโลหะหรือไม้ซี่งมี ความทนทานต่อการสึกกร่อนได้ดี แต่อารยธรรมและเทคโนโลยีที่ใช้สร้างสถาปัตยกรรมเหล่านี้ได้หายสาปสูญไป
 
      
             โครงสร้างหินขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมของอเมริกาใต้                              รูปปั้นรูปสิงโตขนาดใหญ่
 

เมืองใต้น้ำ Havana ที่ประเทศคิวบา

มี การค้นพบเมืองใต้น้ำที่ประเทศคิวบาโดยพบสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซี่งลึกลงไปใต้ น้ำโดยการนำหุ่นยนตร์ติดระบบโซน่าวัดความสูงของพี้นผิวทะเล โดยใช้คลื่นเสียงสะท้อนให้เห็นภาพ) พบโครงสร้างลักษณะเป็นหิน ซี่งอยู่ลึกกว่า 2000 ฟุต (หรือ 650 เมตร) ใต้น้ำ บริเวณ Guanahacabibes Peninsula และยังพบปิรามิดอยู่ใต้น้ำอีกด้วย ทาง National Geography 
ได้เข้ามาซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทำสารคดีจากผู้ค้นพบ และเก็บเข้ากรุโดยไม่ยอมออกมาเผยแพร่
  
จาก รูปถ่ายก็ยืนยันว่าพบโครงสร้างที่ประกอบด้วยหินแกรนิตที่ถูกตัดเป็นรอยเรียบ ขนาดใหญ่ บางก้อนถูกสร้างเป็นรูปทรงพีระมิค บางก้อนเป็นรูปทรงกลม 
โบราณสถานดังกล่าวเชื่อว่ามีอายุมากกว่า 6000 ปีก่อน ซึ่งเกิดก่อนพีระมิดที่อียิปต์มากกว่า 1500 ปี
 
 

เมืองใต้น้ำที่เม็คซิโก

จากรูปจะเห็นแผนที่ของเมืองโบราณทั้งเมืองที่จมอยู่ใต้น้ำบริเวณประเทศเม็คซิโก 

ตารางสี่เหลื่ยมใต้น้ำที่บาฮามาส (Bahamas)

Cay Sal Bank Landsat Image 
Latitude: 23.75965 Longitude -79.79439

เมืองใต้น้ำในมหาสมุทรเอตแลนติก (ทวีปปริศนา)

เมืองนี้อาจจะเป็นแอตแลนติสจากเรื่องเล่าของคนโบราณซ๊่งจมลงใต้น้ำเมื่อประมาณหนี่งหมื่นปีก่อน 
และต้องรอการพิสูจน์เพราะอันนี้ยังไม่ได้เจอแน่นอนมีแ่ต่ภาพดาวเทียมที่ถ่า่ยพื้นที่ได้


 


อินเดียนี่เจอวัดใต้น้ำถึง 7 แห่ง และอีก 6 สถานที่ที่จมอยู่ใต้น้ำ

เพราะเป็นประเทศใหญ่เลยเลยมีอารยธรรมเก่าๆคงเหลืออีกเยอะ ผมขอยกมาแค่บางที่นะคัฟ

 

Dwarka 

ระหว่างการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เกิดขึ้นใน
ประเทศอินเดียในปีที่ผ่านมา นอกชายฝั่งของ Dwarka ใน Gujarat

 การขุดค้นได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1983 ทั้งสองที่อยู่ห่างจาก Dwarka 30 กม.  อยู่บนชายฝั่งทะเลอาหรับและ Dwarka อยู่ในอ่าว Kutch 

สถานที่ที่ทั้งสองนี้จะมีการเชื่อมต่อกับตำนานเกี่ยวกับพระกฤษณะและมีวัดที่นี่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงยุคกลาง 

ที่นี่ติดอันดับเป็นหนึ่งในเจ็ดเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ, เมืองในตำนานของ Dvaraka คือสถานที่อยู่อาศัยของพระกฤษณะ 

เชื่อกันว่าเนื่องจากความเสียหายและการทำลายโดยน้ำทะเล

นี่คือต้นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญพบที่กฤษณะตำนานของเมืองของพระเจ้า
ตั้งอยู่ในโสวรัสตระที่ทะเลจุดที่ Gomti แม่น้ำตรงอาหรับ  
ตอนค้นพบของยังไม่ได้ดึงดูดความสนใจระดับเดียวกันในตะวันตกเป็นที่ของโบราณ Troy โดยไฮน์ริช Schliemann? 
วรรณกรรมเช่นมหาภารตะ, Harivamsha  และ  Purana  
มีประเพณีเกี่ยวกับพระสิริรากฐานของ Dwaraka และมีการวางแผน ก่อนที่เมืองตำนานของ Dwaraka 
ถูกค้นพบนักวิชาการบางคนเห็นว่ามหาภารตะเป็นเพียงทะเลตำนานมันจะป่วยการที่จะมองหาการคงอยู่ของ  Dwaraka 
การขุดค้นทำโดย ดร. SR Rao ที่ Dwaraka พิสูจน์ว่าคำอธิบายที่พบในข้อความเหล่านี้จะไม่ให้การปฏิเสธเป็นเพ้อฝัน 
เมืองกฤษณะเป็นสถาปัตยกรรมเก่า Dwaraka จึงเป็นเมืองคู่บารมีและที่ยอดเยี่ยม 
  Sudamacarit  อธิบายทรงสวยงามและความงาม Dwaraka  
ป็นที่กล่าวถึงเป็นโกลเด้นซิตี้ในมหาภารตะ, Skanda Purana, พระนารายณ์ Purana และ Harivamsha  

เมือง แคมเบย์ ( Cambay) ประเทศอินเดีย


ไม่กี่ปีที่ผ่านมาในประเทศอินเดียเปิดเมืองที่ 9.5 พันกว่าปีเก่า เหล่านี้สถานที่ปรักหักพังใต้น้ำที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของอินเดีย

พบว่าระดับสูงสุดของอารยธรรมในขณะนั้น ควรสังเกตว่าจนถึงเมืองเก่าอย่างนี้หรือที่รู้จักกันในประเทศอินเดียมีเพียง 5 พันกว่าปี 
การค้นพบได้รับรางวัลโกลเด้นซิตี้เป็นเมืองในตำนานที่อาศัยอยู่กฤษณะได้มีการค้นพบรูปปั้นอียิปต์โบราณ
 และ สถานที่ต่างๆใต้ทะเล เชื่อกันว่าสถานที่นี้จมลงใต้ทะเลเมื่อ 1500 ปีก่อน
เป็นเมืองโบราณที่มีอายุประมาณ 9500 ปี ซี่งเก่าแก่กว่าประวัติศาสตร์อินเดียได้จารึกไว้




เมือง อเล็คแซนเดรีย (Alexandria) ประเทศ อียิปต์


นอกชายฝั่งของ Alexandria, เมืองอเล็กซานเด Great, ตั้งอยู่ในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ปรักหักพังของที่ราชของคลีโอพัตรา 
ทีม งานของนักโบราณคดีทางทะเลที่นำโดยฝรั่งเศส Franck Goddio ทำให้การขุดค้นที่เมืองโบราณนี้จากที่คลีโอพัตรา, ควีนสุดท้ายของ Ptolemies, ปกครองอียิปต์ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเมืองนี้ถูกน้ำท่วมจากการเกิดแผ่นดินไหวและคลื่นน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่า 1,600 ปีที่ผ่านมา 

การขุดค้นเข้มข้นในเกาะใต้น้ำของ Antirhodus คลีโอพัตรา กล่าวจะมีพระราชวังมีการค้นพบอื่น ๆ รวมถึงการพบเรือแตกที่เก็บรักษาไว้อย่างดี
และแนวหินแกรนิตสีแดงที่มีจารึกภาษากรีก สองรูปปั้นนี้ได้พบและถูกยกออกจากท่าเรือ หนึ่งในนั้นคือเทพธิดา Isis ; อื่น ๆ ที่มีใบหน้าลึกลับ

มีการกล่าวถึงเป็นตัวแทนของคลีโอพัตราพ่อพระทอเลที่ XII 

ติดตาม เรื่องแปลก ใหม่ ตลก สนุก เซ็กซี่ sexy น่าสนใจอื่น ๆ หรือแวะมาทักทายกัน ได้ที่
www.facebook.com/somphon http://gplus.to/somphon www.twitter.com/samaphon www.facebook.com/somphon.me http://samaphon.blogspot.com/

          ขอขอบคุณที่มา : email