เรื่องแปลก ใหม่ น่าสนใจ ข่าวสาร บันเทิง สนุก เซ็กซี่ sexy ที่คุณ อยากรู้ ที่นี่ครับ ^^

SAMAZshop

Translate

ดาวมหาลัย เหยื่อน้ำกรด เธอ "น้องเค้ก" หัวใจไม่ยอมแพ้


เธอผู้ไม่แพ้ น้องเค้ก เหยื่อ สาดน้ำกรด จากดาวมหาลัย จนกลายเป็นคนเสียโฉม
Mthainews: รายการวีไอพี ออกอากาศวันที่ 5 กันยายน นำเสนอเรื่องราวความแข็งแกร่งของ น้องเค้กอัญธิกา  ธรรมกิตติ นักศึกษาสาวดาวมหาวิทยาลัย ที่วันหนึ่งต้องมาเผชิญกับชะตากรรมที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อคนร้ายบุกถึงสถาบัน สาดน้ำกรด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ใบหน้าเสียโฉม เกือบทั้งหมด อีกทั้งตาซ้ายยังบอดสนิท สุขภาพของเธอต้องย่ำแย่ทั้งร่างกายและจิตใจ เนื่องจากสภาพใบหน้า ร่างกายไม่ได้สวยงามเหมือนเช่นอดีต
แต่เธอก็มีหัวใจเข้มแข็ง และกำลังใจที่ดีจากครอบครัว ทำให้เธอ ยืนหยัดจนถึงวันนี้
น้องเค้ก เคยเป็นดาวมหาลัย ของมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับสองมาได้
คุณกนกวรรณ แสงแก้ว คุณแม่น้องเค้กกล่าวว่า น้องเค้ก เป็นคนน่ารักตั้งแต่เด็กๆ  ทำกิจจกรรมโรงเรียนแทบทุกอย่าง นอกจากนั้นเค้กยังขยันเริ่มหาเงินตั้งแต่ม.3 โดยไปเป็นเด็กเสริฟที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซต์ หลังจากเลิกเรียน มีรายได้วันละ 200 บาท สามารถจุนเจือครอบครัวได้ ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่
และด้วยรูปร่าง หน้าตาที่สวยงาม ทำให้เธอก้าวเข้าเป็นนางแบบ ตั้งแต่ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ปี1 อาทิ นางแบบนิตยสาร จากนั้น รับเป็นพริตตี้ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผิวพรรณทั่วไป นอกจากนั้นยังรับพิมพ์งาน งานโฟโต้ชอปไปด้วย รายได้ระหว่างเรียนได้ถึง 1หมื่น ถึง2 หมื่นบาท สามารถนำเงินไปจ่าายค่าเล่าเรียนได้โดยไม่ต้องขอเงินคุณแม่
ด้วยความที่เธอมุ่งมั่นทำงาน เธอเสิร์ชข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จนพบกับชายคนหนึ่ง ที่กำลังหาคนปล่อยของไปขาย เช่นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยเธอไปทำความรู้จัก ติดต่อเรื่องงาน แต่ทำได้สักพัก การขายมีคู่แข่งขึ้น จนวันหนึ่งงานเงียบไป  แต่วันหนึ่งชายคนดังกล่าวโทรขอความช่วยเหลือให้ช่วย เนื่องจากถูกตั้งข้อหา คดีพยายามฆ่า จนคดีสิ้นสุด
แต่เรื่องระหว่างเขาและเธอไม่สิ้นสุด เมื่อชายคนนี้โทรจิก โดยอ้างว่าเรื่องคดียังไม่จบ หลังจากนั้นชายคนนี้ก็สารภาพรัก แต่เธอปฏิเสธไป ชายดังกล่าวจึงตั้งคำถามขึ้นว่า  “ในเมื่อไม่ชอบ จะไปช่วยทำไม” จนกระทั่งเรื่องราวบานปลายถึงขั้น ขู่ ดักทำร้าย ถ้าเขาไม่ได้ คนอื่นก็ไม่ได้ จนต้องแจ้งความกับตำรวจ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ สิ่งที่ได้กลับมาคือคำขู่ของชายคนเดิม ที่ล่าวว่า ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรขึ้นมา นั่นก็คือฝีมือตน
ด้วยความชะล่าใจ ในมหาวิทยาลัย สัปดาห์ที่สอง เธอถูกชายคนเดิมสาดน้ำกรดเข้าที่ใบหน้า ความรู้สึกทั้งร้อน แสบ มีควันขโมง พยายามเหลือบตาเห็นร้านซักรีด จึงรีบเอาฝักบัวราด เพื่อนของเธอจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
น้องเค้กต้องรักษาตัวด้วยการสครับเนื้อที่ตายออก เพื่อไม่ให้ติดเชื้อด้วยความทรมาน ความแสบ คัน ทำให้เธอร้องไห้ด้วยความทุกข์ ราวกับมดคันไฟทั้งรังรุมกัดตัว พญ.พงศ์รวี โอแสงธรรมนนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลยันฮี แพทย์เจ้าของคนไข้ระบุว่า ส่วนของเนื้อตายต้องตัดทิ้ง ซึ่งแผลน้องลึกมาก ปัจจุบันยิงเลเซอร์ไป 27 ครั้ง ฉีดยา 15-16 ครั้ง ยังต้องรักษาต่อเนื่อง
น้องเค้กกล่าวว่า หลังจากที่ส่องกระจกเห็นใบหน้าตัวเอง เธอรับไม่ได้ พร้อมกับร้องไห้ ล็อคประตูขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำโรงพยาบาล ครั้งนั้นเธอบอกว่า จะอยู่อย่างไรหน้าตาแบบนี้ ผี หรือคน แต่โชคดีที่มีคุณแม่คอยปลอบใจ อธิบาย และให้ความรักมาโดยตลอด
“ ลูกสวยที่สุดสำหรับแม่ คนเป็นแม่ยิ่งเห็นสภาพลูก ยิ่งเจ็บยิ่งกว่า แม่ไม่เคยร้องไห้ให้ลูกเห็น ” คุณแม่กล่าว
จนวัหนึ่งเธอเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก เสียใหม่ด้วยความที่เห็นความลำบากของพ่อแม่ ที่เฝ้าดูแลเธอ จนหมดเงินไปมากพอสมควร โชคดีที่เธอเป็นคนไข้ในพระราชูปถัมภ์
ส่วนคนร้าย น้องเค้ก พยายามคิดว่า ชาตินี้เป็นการชดใช้กรรมที่เคยทำมาชาติที่แล้ว อโหสิให้แก่กัน บวกทั้งไม่มีพยานหลักฐาน จึงไม่สามารถเอาผิดได้ คนร้ายอาจไม่ใช้เขา แต่อาจเป็นคนที่ถูกจ้างมา ขณะที่คุณแม่บอกว่า ในเมื่อลูกไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้ ก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะได้ แต่แน่นอนคุณแม่ยังทำใจไม่ได้จนถึงปัจจุบันในฐานะคนเป็นแม่
น้องเค้ก กล่าวว่า ปัจจุบันสุขภาพกายดีขึ้นแล้ว 50% แต่จะมีปัญหาเรื่องแผลเป็น และต้องรักษาดวงตาที่โรงพยาบาลศิริราช และการรักษาเรื่องการผ่าตัดศัลยกรรมที่โรงพยาบาลยันฮี ซึ่งการรักษาจะต่างจากคนทั่วไปเนื่องจากน้ำกรดทำลายผิวถึงชั้นที่สอง ทำให้เมื่อต้องโดนแดด หากไม่ป้องกันไม่ใส่หมวก หรือไม่ทาครีมกันแดด ผิวจะไหม้ ล่าสุดต้องผ่าตัดใบหู เนื่องจากโดนน้ำกรดกินไปจนไม่มีเนื้อเยื่อ เหลือแต่รูหู ต้องนำกระดูกอ่อนของหูข้างซ้ายมาทำเป็นโครง แล้วเอาผิวหนังใต้แขนมาทำเป็นเนื้อ
น้องเค้กวางอนาคตไว้ว่า จะเรียนต่อในระดับปริญญาโท เพื่อศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และปัจจุบันถึงแม้ว่าจะเสียโฉม ไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิม แต่ยังมีชายหนุ่มที่เคยรู้จัก รับสภาพที่เธอเป็นได้  ไม่เคยทอดทิ้งเธอ แต่น้องเค้ก ยังไม่ตกลงปลงใจ
เธอได้ประสบการณ์เรื่องคน ว่า โลกไซเบอร์ เราจะไม่รู้นิสัยว่าเป็นอย่างไร ต้องระมัดระวังยิ่งกว่าคนที่เรารู้จักทั่วไป ส่วนใครที่ท้อแท้สิ้นหวัง น้องเค้กกล่าวว่า อย่ามัวนั่งเศร้า เสียใจ อย่าไปยึดติดกับมัน มองสิ่งที่เหลือว่าเราจะทำอะไรได้ต่อ ลุกแล้วเราจะมองเห็นสิ่งที่ดีๆเยอะแยะในโลกใบนี้ เพราะมียังมีหลายสิ่งมากมายให้เราเผชิญ
หัวใจอันแข็งแกร่งของหญิงสาว อย่างน้องเค้ก ที่ต่อสู้กับบาดแผลอันแสนสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง สำหรับที่ใครท้อแท้สิ้นหวัง เผชิญหน้า ลุกและสู้กับมัน แล้วเราจะผ่านมันไปได้  อย่างที่น้องเค้กได้บอกเอาไว้

ขอความช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธา ( ขอให้อาการทุเลาดีขึ้นะครับ )

ไ้ด้รับเมลย์นี้มา เลยช่วยประชาสัมพันธ์ให้ครับ ขอให้อาการดีขึั้นนะครับ 







ข้าพเจ้า น.ส.ศิริลักษณ์ เนียมชาวนา อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 600/367 ม.3 ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก มีบุตร 1 คน ชื่อ ด.ญ.ชิษณุชา ศรซี (ข้าวโพด) อายุ 2 ปี 11 เดือน มีความพิการทางสมอง ตามองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง (ต้อหิน) ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย นอนเฉยๆ น้องรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก  คุณหมอบอกว่าไม่มีทางรักษาให้หายได้ ตอนนี้แค่รักษาตามอาการ ตอนนี้น้องข้าวโพดต้องเจาะคอ ให้อาหารทางสายยาง และต้องให้อ็อกซิเจนด้วย ปัจจุบันคุณหมอให้กลับมาดูแลเองที่บ้านได้ พร้อมทั้งให้เครื่องผลิตอ็อกซิเจน(เป็นเครื่องแบบใช้ไฟฟ้า)กลับมาใช้ที่บ้าน ด้วย ต้องเสียค่าไฟเดือนล่ะ 2,000-2,500 บาท และเมื่อต้องใช้ตลอด มันก็เสีย และส่งซ่อมที่โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก ระหว่างที่รอเครื่องซ่อมเสร็จ ข้าพเจ้าต้องไปใช้อ็อกซิเจนแบบถัง 6 คิว ที่โรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายวันละ 408 บาท และพอถึงตอนนี้ ทางโรงพยาบาลพุทธชินราช ไม่สามารถซ่อมได้แล้ว และไม่มีเครื่องสำรองให้ใหม่ คุณหมอจึงแนะนำให้ซื้อ เพราะข้าวโพดต้องใช้ตลอดชีวิต แต่เครื่องมันแพงมาก ข้าพเจ้าไม่มีเงินที่จะซื้อได้ มันมี 2 แบบ1.เครื่องจีนแดง ราคา25,000 บาท รับประกัน 1 ปี2.เครื่องอเมริกา ราคา 62,000 บาท รับประกัน 5 ปีข้าพเจ้า มีรายได้น้อย ต้องทำงานคนเดียว เงินเดือนรับจริงประมาณ 5,000 บาท สามีต้องออกจากงานมาดูแลลูกที่บ้าน เพราะต้องดูแลใกล้ชิด รายจ่ายแต่ละเดือนก็เยอะ เช่นค่าไฟ 2,000-2,500 บาทค่าแพมเพริส 1,200 บาทค่ารถพยาบาลเวลาหมอนัด 420 บาท/ครั้งค่าสารอาหาร 2,000 บาทและยังมีอุปกรณ์ต่างๆอีก เช่น ถุงให้สารอาหาร สายดูดเสมหะ สำลี ผ้าก๊อส เป็นต้น และก็ยังมีค่าใช้จ่ายของตนกับสามีอีกเมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ข้าพเจ้าต้องไปกู้ยืมเงินมาใช้ แรกๆก็ตามบริษัทต่างๆ จนไปถึงกู้เงินนอกระบบมาใช้ ทำให้มีหนี้สินมากมาย จนต้องทำให้ขายบ้านใช้หนี้นอกระบบไป ส่วนในระบบก็ต้องยอมเสียเครดิตไปก่อน ตอนนี้ข้าพเจ้าและครอบครัวไม่มีบ้านอยู่ ต้องอาศัยเขาอยู่ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงอยากขอความเมตตา กรุณา จากผู้ใจบุญทุกท่าน โปรดช่วยเหลือลูกสาวของข้าพเจ้าด้วย ขอให้แกได้มีเครื่องอ็อกซิเจนใช้ด้วยค่ะถ้าท่านผู้ใดมีความประสงค์จะบริจาค เงิน ซื้อเครื่องผลิตอ็อกซิเจนให้น้องข้าวโพดสามารถโอนเงินมาบัญชี เพื่อ ด.ญ.ชิษณุชา ศรซี หมายเลขบัญชี 027-2-22507-5 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  หรือ บัญชี น.ส.ศิริลักษณ์ เนียมชาวนา767-0-16446-8 ธนาคารกรุงไทยขอขอบพระคุณค่ะ

ชมความงดงามของวัดร่องขุนพร้อม โดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์


วัดร่องขุ่น ( Wat Rong Khun)

เมื่อเราไปถึงเชียงราย จังหวัดเหนือสุดในสยาม เราก็คงคิดถึงธรรมชาติบนดอยที่สวยงาม อย่างเช่น แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และวัฒนธรรมอันงดงาม แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะไม่นึกถึงไม่ได้ นั่นคือ วัดร่องขุน โดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
ดังนั้นวันนี้ผมขอพาทุกคนไปชมความงดงามของวัดร่องขุนพร้อมทำความรู้จักกับวัดนี้กันครับ....


วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ที่มนุษย์สัมผัสได้ เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2540 จากเดิมมีเนื้อที่3 ไร่ ได้ซื้อที่ดินเพิ่มและมีผู้บริจาคคือคุณวันชัย วิชญชาคร จนปัจจุบันมีเนื้อที่9 ไร่ และมีพระกิตติพงษ์ กัลยาโณ รักษาการเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างวัดมาจาก 3 สิ่งต่อไปนี้คือ

ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน

ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา

พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัยรักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงปรารถนาที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ถวายเป็นงานศิลปะประจำรัชกาลพระองค์ท่าน


(ป้ายก่อนเข้าวัด พร้อมมีขวดเหล้ายี่ห้อหนึ่ง...)
 
ที่ตั้ง 
วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดบ้านเกิดของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ วัดร่องขุ่นอยู่ก่อนตัวเมืองเชียงรายประมาณ13 กิโลเมตร ตรงสามแยกไฟแดงทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ จะเป็นที่ตั้งของวัดร่องขุ่น ซึ่งห่างถนนใหญ่เพียง100 เมตร เท่านั้น


(ทางขึ้นไปยังอุโบสถ ซึ่งขึ้นแล้วห้ามถอยหลังกลับมา เพราะจะกลับมาตกนรกอีกครั้ง)


(สภาพขุมนรกที่เต็มไปด้วยบาป สังเกตเห็นเล็บสีแดงไหมครับ...)

ความหมายของอุโบสถ 

สีขาว : พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า
สะพาน : การเดินข้ามจากวัฎสงสารสู่พุทธภูมิ
เขี้ยว หรือ ปากพญามาร : กิเลสในใจ
สันของสะพาน : มีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16
กึ่งกลางของสะพาน : เขาพระสุเมรุดอกบัวทิพย์ : มี 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
บันไดทางขึ้น : มี 3 ขั้นแทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 


(ทางขึ้นไปยังอุโบสถ โดยผ่านนรกขนาบข้าง)

การเดินทางก็ไม่ยากครับ....  
 
         ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ใช้ถนนสายเชียงราย– กรุงเทพฯ ผ่าน จ.พะเยา ผ่าน อ.แม่ใจ จ.พะเยา เข้า อ.พาน จ.เชียงราย ขับรถมุ่งหน้าไปทาง จ.เชียงรายเรื่อยๆ พอออกจากตัว อ.พาน จะข้ามสพานแม่ลาว (แม่น้ำลาว) ขับรถไปซักพักจะถึงแยกปากทางแม่สรวย (แยกไป อ.แม่สรวย และไป จ.เชียงใหม่) ขับรถต่อไปอีกซักประมาณ10 ก.ม ก่อนจะถึงแยกขุนกรณ์ (ทางไปน้ำตกขุนกรณ์) ประมาณ200 เมตร ถ้ามองดูทางด้านซ้ายมือ จะเห็นตัววัดสีขาวสะดุดตายิ่งนัก เมื่อถึงทางแยกให้เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกขุนกรณ์ วัดร่องขุ่นจะอยู่เข้าไปประมาณ100 เมตร ซึ่งวัดร่องขุ่นจะอยู่ก่อนถึงตัวเมืองเชียงราย13 ก.ม ตรงหลัก ก.ม ที่816 ถนนพลหลโยธิน (หมายเลข1/A2 )
 
        ถ้ามาจาก อ.แม่สาย มาจากสนามบินนานาชาติเชียงราย หรือตัวเมืองเชียงราย ให้มาทางทิศใต้ ทางไป อ.พาน จ.เชียงราย ทางไป จ.พะเยา เมื่อออกจากตัวเมืองเชียงราย จะผ่านแยกไฟแดงสถานีขนส่งแห่งที่2 ขับตรงมาเรื่อยๆ จนถึงไฟแดง แยกขวา แยกขุนกรณ์ (ทางไปน้ำตกขุนกรณ์) ให้เลี้ยวขวาเข้ามา ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายไม่กี่นาทีก็จะถึงวัดร่องขุ่น
 
        ถ้ามาจาก จ.เชียงใหม่ ให้มาทาง อ.ดอยสะเก็ด เข้า อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย มาเรื่อยๆ ผ่าน อ.แม่สรวย มาจนถึง สามแยกปากทางแม่สรวยให้เลี้ยวซ้ายไปทาง จ.เชียงราย (เลี้ยวขวาไป อ.พาน, ไป จ.พะเยา) จากปากทางแม่สรวยขับไปทางตัวเมืองเชียงรายประมาณ10 ก.ม จนถึงแยกขุนกรณ์ (ทางไปน้ำตกขุนกรณ์) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไป

(บริเวณรอบวัด)


(ส่วนบริเวณห้องน้ำ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็จะไหว้ก่อน...)


วัดร่องขุ่นเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา6.30 – 18.00 น.
 
ห้องแสดงภาพ : เปิดให้เข้าชมวันจันทร์– ศุกร์ เวลา8.00 – 17.30 น.
วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา8.00 – 18.00 น.
 
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่... 
สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย โทร.053-716519
ศูนย์บริหาร จัดการ การท่องเที่ยว จ.เชียงราย โทร.053-715690
วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย57000 โทร.053-673579
หรือ www.วัดร่องขุ่น.com

หลุด!! ภาพเปลือย เบื้องหลังการถ่ายนิตยสารดัง ของ "เลดี้ กาก้า"



ภาพในนิตยสาร Vogue Hommes Japan 


ภาพในนิตยสาร Vogue Hommes Japan 
          ถ้าพูดถึงคนดังที่แต่งตัวและแสดงพฤติกรรมที่แปลกที่สุดบนโลกใบนี้ เห็นทีจะไม่มีใครเกินแม่สาว เลดี้ กาก้า ไปได้ เพราะคุณเธอช่างสรรหาการแต่งตัวและการเอ็นเตอร์เทนที่หลุดโลกมานำเสนอกันซะ เหลือเกิน ชนิดที่เรียกว่าเมื่อเธอปรากฎตัวเมื่อไหร่ ก็ไม่มีครั้งไหน ที่ผู้ชมไม่ตกตะลึง อึ้ง ทึ่งได้เลยซักครั้ง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ยอมรับว่าหลายครั้งเธอก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกขำขันในความแปลกของเธอไม่น้อยเลย เหมือนกัน

          แต่ล่าสุด เห็นทีว่าจะขำกันไม่ออกซะแล้ว เมื่อมีภาพเปลือยชนิดที่ไม่มีอะไรปกปิดของเธอหลุดออกมาและมันก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเอาแฟนคลับและคนทั่วโลกต้องช็อคไปตาม ๆ กัน เพราะไม่คิดว่าเธอจะแรง!!! ได้ถึงขนาดนี้

          โดยภาพถ่ายชุดดังกล่าว เป็นภาพชุดเดียวกับภาพแฟชั่นชุดทาสสาว ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Vogue Hommes Japan เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่ง หลังจากภาพถ่ายชุดนั้นถูกเผยแพร่และหนังสือถูกวางแผง เธอก็ทำให้หลายคนรู้สึกอึ้งกับคอนเซ็ปท์แฟชั่นชุดนี้กันไปไม่น้อย เพราะเป็นคอนเซ็ปท์ของสาวผมบลอนด์ที่ถูกจับมัดมือมัดเท้าเป็นทาส และเห็นได้ชัดเลยว่า เลดี้ กาก้า ได้เปลื้องผ้าเปลือยอกถ่ายแบบชุดนี้กันจริง ๆ และไม่มีการปกปิดหน้าอกด้วย แต่ ถึงจะเป็นอย่างนั้น ภาพชุดนั้นก็ดูแรงน้อยลงมาก เพราะช่างภาพได้ทำภาพให้เป็นสีขาวดำ และใช้สีสันมาป้ายและสาดลงในภาพให้ภาพแสดงอารมณ์รุนแรงมากขึ้นในนิตยสารฉบับ นั้น ซึ่งมุมมองของคนส่วนใหญ่ต่อภาพชุดดังกล่าว ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้ และไม่แปลกอะไรหากสาวมั่นที่ไม่ธรรมดาคนนี้จะกล้าถ่ายภาพชุดนี้ออกมา

 
ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

          หลังจากนั้น ก็ดูเหมือนแฟชั่นชุดนี้จะถูกลืมไปตามกาลเวลา จนกระทั่งเดือนก่อน สองปีหลังจากเธอถ่ายรูปเซ็ตนี้ จู่ ๆ ก็มีคนปล่อยภาพหลุดของเธอออกมาและถูกเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วจนว่อนเน็ต ทำเอาแฟนคลับและคนทั่วโลกถึงกับช็อคไปตาม ๆ กัน เพราะ ถึงแม้ว่าจะเคยเห็นเธอเปลือยกายถ่ายแฟชั่นมานักต่อนักแล้วก็เถอะ แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่ใคร ๆ จะได้เห็นภาพเธอเปลือยโดยไม่มีการเอามือปกปิดใด ๆ เลยเท่ากับครั้งนี้


ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

          โดยภาพหลุดชุดนี้ เป็นภาพเบื้องหลังแฟชั่นชุดทาสสาว และมันก็ไม่ได้มาในรูปแบบของภาพขาวดำเหมือนอย่างในนิตยสาร แต่มาในรูปแบบของโพลารอยด์เห็นสีเนื้อหนังกันจะจะเลยล่ะคราวนี้ ที่สำคัญลีลาการโพสท่าของเธอยังดูแรง ถึงขั้นอล่างฉ่างกันเลยทีเดียว 

          งาน นี้ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะออกมาชี้แจงยังไง แต่ก็พอจะเดาออกได้ว่าสำหรับตัวเธอเองแล้วก็คงไม่มีอะไรต้องเครียดต้องอับ อายกันหรอก เพราะก่อนหน้านี้ เธอเองก็ยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอยากถ่ายนู้ดกับนิตยสารเพลย์บอยอยู่แล้ว แต่ติดที่ผู้จัดการส่วนตัวยังห้ามไว้เพราะหวั่นจะกระทบภาพลักษณ์ของเธอนั่น แหละ

          แต่ตอนนี้ดูท่าว่าคงจะรักษาภาพลักษณ์กันไม่ทันแล้วแหง ๆ เพราะภาพหลุดชุดนี้ก็ทำให้แฟนคลับช็อคไม่น้อย ขณะที่หลายคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าแรงเกินจะรับได้ เอ้า.. เกินงามแค่ไหนก็ดูเอาก็แล้วกัน 


 
ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

 
ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

 
ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

 
ภาพหลุด แฟชั่นชุดทาสสาว

อภัยภูเบศร เผย หมามุ่ย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ได้

เผย หมามุ่ย! เพิ่ม สมรรถภาพทางเพศ

  รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผย �หมามุ่ย� เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ   ช่วยคุณชายผู้มีปัญหานกเขาไม่ขัน 

   ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวในงานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ...... อิมแพคเมืองทองธานี ... 
ฮอลล์ 7-8 /// วันที่ 31 สิงหาคม 2554- 9 กันยายน 2554 
 ซึ่งมี นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน ว่า  ขณะนี้มีสมุนไพรไทยอย่างหมามุ่ย ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว มีสารซีโรโทนิน ทำให้เกิดอาการคัน แต่มีรายงานทางการแพทย์ ว่า เมล็ดของหมามุ่ย มีคุณสมบัติหลายอย่าง คือ เพิ่มจำนวนสเปิร์มและปริมาณน้ำเชื้อ แก้ปัญหาสภาวะการมีบุตรยาก ส่วนฤทธิ์ในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศ ยังมีการทดลองในสัตว์ พบว่า ทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น เพิ่มความถี่ในการผสมพันธุ์ได้  นอกจากนี้ ยังพบว่าในเมล็ดหมามุ่ย มีองค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ว่า มีสารแอลโดปา ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โดพามีน เป็นสารสื่อประสาท ซึ่งใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสัน 
                      
       ภญ.ผกากรอง กล่าวด้วยว่า  ปัจจุบันที่ประเทศอินเดียมีการปลูกแปลงเกษตรเพื่อนำเมล็ดหมามุ่ยมาสกัดเป็นยา เพื่อเพิ่มความต้องการทางเพศ  อีกทั้งช่วยในการคลายเครียดได้ดีด้วย ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการศึกษาวิจัยพัฒนา เพื่อหารูปแบบในการนำมาใช้ เนื่องจากเมล็ดหมามุ่ย มีความยากลำบากในการเก็บฝัก แต่พบว่า ตำรับสมุนไพรไทยที่นำหมามุ่ยมาใช้ มีอยู่หลายตำรับทั้งบดเพื่อดื่มเป็นชา หรือตากแห้งบดเป็นยาลูกกลอน กินเม็ดนึ่ง เป็นต้น

ติดตาม เรื่องแปลก ใหม่ ตลก สนุก เซ็กซี่ sexy น่าสนใจอื่น ๆ หรือแวะมาทักทายกัน ได้ที่
www.facebook.com/somphon http://gplus.to/somphon www.twitter.com/samaphon www.facebook.com/somphon.me http://samaphon.blogspot.com/

          ขอขอบคุณที่มา : email